หน้าเว็บ

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อาหารทำลายกระดูก


ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.smartsme.tv/breaking_detail.php?id=10334

กินไข่อย่างไร..ให้ได้ประโยชน์

          ไข่ มีคอเลสเตอรอลสูงก็จริงเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารอื่น แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง ไข่เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพดี  มีวิตามิน และแร่ธาตุหลากหลายชนิดที่ร่างกายต้องการ เพื่อนำไปสร้างเม็ดเลือก กระดูก กล้ามเนื้อ และเซลล์สมอง ไปดูกันดีกว่าว่าจะทานไข่อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไปดูกันเลย
1. กินไข่ปรุงสุก ไม่กินไข่ดิย ไข่ลวก ไข่ยางมะตูม เพราะไข่ปรุงสุกจะทำให้ร่างกายได้ประโยชน์มากกว่า ในทางตรงข้ามัน ถ้ากินไข่ลวก จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการได้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
2. กินไข่กับกับข้าวที่เป็นเมนูผัก เช่น กินไข่กับน้ำพริกผักจิ้ม ไข่กับแกงส้ม เพราะใยอาหารจากผักจะช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลในไข่ส่วนหนึ่งไม่ให้ดูดซึมสู่ร่างกาย
3. เน้นกินไข่ต้ม ไข่ตุ๋น มากกว่าไข่ดาวไข่เจียว หรือถ้ากินไข่เจียวก็ใส่น้ำมันน้อยๆ โดยไข่ต้ม 1 ฟองจะให้พลังานแค่ 70 กิโลแคลอรี ไข่ดาวทอดให้พลังงาน 110 กิโลแคลอรี ไข่เจียวให้พลังงานถึง 200 กิโลแคลอรี
4. ถ้ากินไข่แล้วพยายามไม่กินอาหารอื่นที่คอเลสเตอรอลสูง อาทิ ข้าวขาหมู  ข้าวมันไก่ ปลาหมึก
5. ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ครั้งละ 30-45 นาที เพราะการออกกำลังกายจะช่วยสลายไขมันตัวร้ายออกจากร่างกายได้ในระดับหนึ่ง

ขอบคุณภาพจาก www.myself.de
ข้อมูลจาก http://www.smartsme.tv/breaking_detail.php?id=10333

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

มะตูมซาอุ มะตูมแขก


เกษตรบ้านอะลาง : ช่วงออกพรรษาผมมีโอกาสกลับไปทำบุญบ้านที่ศรีสะเกษ  เห็นป้าฝนที่บ้านปลูกต้นมะตูมกินใบไว้  หน้าตามันแปลกๆ  จากที่ผมได้นำมาลองทานดู  รสชาดอร่อยดี  กลิ่นหอมคล้ายกับมะม่วงอ่อน  ถ้ากินกับลาบ ก้อย ป่นปลา  เข้ากันดีนักแล  ร้านอาหารอีสานไม่ควรพลาด    ใครแวะไปแถวบ้านอะลาง  ลองเข้าไปหาป้าฝนดูตัวอย่าง  มะตูมซาอุได้    ตอนนี้ตลาดลาวที่คลองเตยขายกำละ 10-15 บาท  ราคาดีและยังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกมาก   ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังมาแรงเวลานี้ครับ


มะตูมซาอุ มะตูมแขก (Brazilian Pepper-tree)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Schinus terebinthifolius

ถิ่นกำเนิด อยู่ในอเมริกาใต้แถบประเทศ บราซิล อาร์เจนตินาและปารากวัย  มะตูมซาอุ จัดเป็นไม้ต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 10 เมตร มีกิ่งก้านมากจนมองไม่เห็นลำต้น ใบอ่อนมีสีแดง ขอบใบมีลักษณะเป็นหนาม ต้นตัวผู้และต้นตัวเมียแยกกันคนละต้น ดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆสีขาว ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน

ออกดอกได้ทั้งปี แต่พบมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ผลเมื่ออ่อนมีสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีแดงสดเมื่อแก่ เนื่องผลมีสีสวยสดและออกได้ทั้งปี จึงนิยมนำไปปลูกเป็นไม้ประดับ ผลเมื่อแก่จัดเปลือกจะแห้งติดเมล็ดคล้ายพริกไทย รู้มาว่าชาวอเมริกาใต้ใช้ผลมะตูมซาอุแทนพริกไทยด้วย ชาวบ้านเรียกขาน "มะตูมซาอุ" พอ สอบถามที่มาที่ไปของต้นไม้ชื่อจากตะวันออกกลาง จึงได้ข้อมูลที่น่าสนใจมาก คือ ชื่อของต้นไม้ได้มาจากลักษณะของต้น ผสมกับแหล่งที่มาของต้นไม้นี้ อธิบายขยายความได้ว่า คำว่ามะตูมมาจากลักษณะของใบที่มีรูปร่างคล้ายใบมะตูมแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก จึงเรียกว่ามะตูม ส่วนคำว่าซาอุเป็นแหล่งที่มา เนื่องจากมีชาวบ้านส่วนหนึ่งไปขายแรงงานที่ประเทศซาอุดิอารเบีย และพบพืชชนิดนี้ปลูกเป็นไม้ประดับจำนวนมาก

ชาวไทยผู้นิยมกินผักเคียงกับนํ้าพริก จึงลองนำเอาใบมากินเป็นผักสด กินแล้วได้รสชาติดี พอกลับบ้านเฮาแดนอีสาน ก็ติดไม้ติดมือนำเมล็ด(ไม่ใช่เพชร) กลับมาปลูกในประเทศไทย แล้ว
พากันตั้งชื่อไว้เป็นอนุสรณ์ว่า  "มะตูมซาอุ" เวลา ผ่านไปไม่นาน พบว่ามีกลุ่มคาราวานคนขายต้นไม้ในแถบอีสาน ได้นำกล้าของมะตูมซาอุมาจำหน่าย แต่เรียกชื่อใหม่ว่า "มะตูมบางเลน"ถ้าเห็นครั้งแรกอาจคิดว่าพืชชนิดนี้อยู่ในกลุ่มพืชตระกูลส้ม เพราะใบเมื่อนำมาถูขยี้มีกลิ่นหอมแรงคล้ายใบมะกรูด ลักษณะของใบและโครงสร้างของลำต้นคล้ายมะแขว่น แต่เมื่อให้นักพฤกษศาสตร์ตรวจสอบสายพันธุ์กลับพบว่า "มะตูมซาอุ" เป็นไม้ในกลุ่มไม้มะม่วง

การใช้ประโยชน์จากมะตูมซาอุมีหลากหลายมาก เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้ที่มีนํ้ามันหอมระเหยหลายชนิด ประโยชน์หลัก ๆ ด้านยาได้แก่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้ ซึ่งมีรายงานทางด้านวิทยาศาสตร์สนับสนุนในเรื่องนี้ นอกจากนี้พบว่าสารสกัดของมะตูมซาอุช่วยลดการอักเสบ ควบคุมการเต้นของหัวใจ ช่วยรักษาโรคความดันตํ่า แก้ท้องผูก กระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อและรักษาบาดแผล

ทุกส่วนของไม้ชนิดนี้มีนํ้ามันและนํ้ามันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบ ซึ่งนํ้ามันเหล่านี้ก่อให้เกิดรสเผ็ดและมีกลิ่นหอม เนื่องจากส่วนของใบมีนํ้ามันเป็นองค์ประกอบสูงมากเมื่อนำไปใส่ในนํ้าร้อน ใบจะเต้นไปมาและบิดม้วนตัว ในขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยนํ้ามันออก ส่วนของผลซึ่งมีรสเผ็ดร้อนเหมือนพริกไทยในประเทศเปรูใช้ผลิตนํ้าเชื่อม นํ้าส้มสายชู และอาหารว่าง ในประเทศชิลีใช้เป็นส่วนผสมของไวน์ และทำให้แห้งบดเป็นผงใช้แทนพริกไทย

มะตูมซาอุเป็นพืชที่มีประวัติศาสตร์การใช้เป็นยาของชนพื้นเมืองในอเมริกาใต้ มาเป็นเวลาช้านาน ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ใช้เป็นยาสมานแผล ต้านแบคทีเรียและไวรัส หรือใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ในประเทศเปรูใช้นํ้ายางจากต้นเป็นยาระบายอ่อน ๆ และใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ส่วนทั้งหมดของต้นใช้เป็นยาปฏิชีวนะ ส่วนของนํ้ายางที่แห้งแล้วเมื่อนำมารวมกับนํ้ามันหอมระเหยที่ได้จากใบใช้เป็น ยารักษาแผล

แหล่งที่มาของข้อมูล
http://www.plantgenetics-rspg.org/schoolbot_club/?name=webboard&file=read&id=76

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แมงลัก

แมงลัก : ผักริมรั้วมากคุณค่าเป็นพืชล้มลุกอยู่ในสกุลเดียวกับกะเพราและโหระพา ต่างกันที่กลิ่น ใบจะมีสีเขียวจางกว่าใบกะเพรา ใบแมงลักใช้กินสด ใส่สลัดผัก ประดับจานอาหาร ส่วนมากในประเทศไทยจะกินกับขนมจีน หรือใส่แกงเลียงและแกงต่างๆ ผลที่คนไทยเรียกว่าเมล็ดแมงลักใช้ทำขนมน้ำแข็งไส ใส่ไอศกรีม ใส่น้ำเต้าหู้ หรือใส่ในวุ้น

สรรพคุณทางยา
1.ขับลมในลำไส้ อาหารไม่ย่อย อาการอึดอัด แน่นไม่สบายท้อง ให้นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
2.ขับเหงื่อ เมื่อมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่ค่อยสบาย นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
3.บรรเทาอาการหวัด อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หลอดลมอักเสบ ใช้ใบแมงลัก 1 กำมือล้างสะอาด โขลกคั้นน้ำดื่ม 1 ถ้วยตะไลบรรเทาอาการดังกล่าว สำหรับกรณีของหลอดลมอักเสบให้คั้นน้ำดื่ม 1 ถ้วยตะไล 3 เวลาเช้า-กลางวัน-เย็น
4.บรรเทาอาการผื่นคัน พิษจากพืช พิษสัตว์กัดต่อย หรืออาการคันจากเชื้อรา ใช้ใบแมงลักสดโขลกพอกบริเวณที่มีอาการ และเปลี่ยนยาบ่อยๆ
5.แก้ท้องร่วงท้องเสีย ใบแมงลักสัก 2 กำมือ ล้างสะอาด โขลกบีบคั้นน้ำดื่ม แก้ท้องร่วงได้
6.เพิ่มน้ำนมแม่ ให้แม่ที่ให้นมลูกกินแกงเลียงหัวปลี ใส่ใบแมงลัก และให้ลูกดูดหัวน้ำนมบ่อยๆ เพิ่มการสร้างน้ำนมแม่
7.บำรุงสายตา ใบแมงลักมีวิตามินเอสูง การกินใบแมงลักเป็นประจำช่วยบำรุงสายตา
8.บำรุงเลือด แก้โลหิตจาง ใบแมงลักอุดมด้วยธาตุเหล็กช่วยบำรุงโลหิต
9.เสริมสร้างกระดูก ใบแมงลักมีแคลเซียมสูงช่วยบำรุงกระดูก
10.ยาระบาย ใช้เมล็ดแก่ของแมงลัก สัก 1 ช้อนชาแช่น้ำ 1 แก้ว ปล่อยให้พองตัวดีแล้ว เติมน้ำตาลเล็กน้อย ดื่มแก้ท้องผูก แนะนำให้ใช้กับหญิงตั้งครรภ์และแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง ที่ไม่ต้องการภาวะท้องผูกเพราะเป็นการแก้ปัญหาแบบธรรมชาติ
11.ใช้ลดความอ้วน เปลือกผล (ที่เรียกเมล็ดแมงลัก) มีสารเมือกซึ่งสามารถพองตัวในน้ำได้ 45 เท่า เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกินอาหารที่มีกาก ใช้ผลแมงลัก 1-2 ช้อนชาแช่น้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้จนพองตัวเต็มที่ กินก่อนมื้ออาหารครึ่งชั่วโมง ดื่มน้ำตาม ช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง ลดปริมาณพลังงานอาหาร ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัว จำนวนครั้งในการขับถ่ายและปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้น ลดอาการท้องผูกด้วย
** ข้อควรระวังการใช้แมงลัก ถ้าใช้เมล็ดแมงลักที่ยังพองตัวไม่เต็มที่ จะทำให้มีการดูดน้ำจากลำไส้เกิดอาการขาดน้ำ และอาจเกิดอาการลำไส้อุดตันได้ (โดยเฉพาะแมงลักที่บดเป็นผง)
(เครดิตภาพ : Charity, Professional, หนูรี, pirun)

ฟักข้าว กับสรรพคุณยับยั้งเชื้อเอดส์..และอีกสารพัดโรค

ฟักข้าว กับสรรพคุณยับยั้งเชื้อเอดส์..และอีกสารพัดโรค

ประโยชน์ของ "ฟักข้าว"

1. ฟักข้าว มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
2. ช่วยในการชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
3. ฟักข้าวมีเบต้าแคโรทีนสูงกว่าแครอท 10 เท่า และมีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า !
4. ประโยชน์ ฟักข้าวช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา โรคต้อกระจก ประสาทตาเสื่อม ตาบอดตอนกลางคืน (เยื่อเมล็ด)
5. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด
6.ช่วยป้องกันและช่วยยับยั้งการเกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือด
7.ช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
8.งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ฟักข้าวมีโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอดส์ (HIV) และยังช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ซึ่งได้ทำการจดสิทธิบัตรในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
9.ประโยชน์ของฟักข้าว กับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ฟักข้าวมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง ไวรัส ช่วยยับยั้งระดับน้ำตาลในเลือด และยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีน
10.ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร และมะเร็งปอด
11.งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮานอย พบว่า น้ำมันจากเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ
12.ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้
13.ช่วยในการขับเสมหะ ใช้กลั้วคอช่วยลดอาการเจ็บคอ หรืออาการอักเสบที่ลำคอ
14.ฟักข้าวเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะพักฟื้น หรือผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ มีโรคประจำตัวหรือร่างกายอ่อนแอ
15.รากฟักข้าว ใช้แช่น้ำสระผม ช่วยทำให้ผมดกดำขึ้น แก้ปัญหาผมร่วง แก้อาการคันหนังศีรษะ รังแค และช่วยฆ่าเหาได้อีกด้วย (ราก)
16.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ทำการศึกษาร่วมกัน ในเรื่องของการนำน้ำมันเยื้อหุ้มเมล็ดของฟักข้าว มาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางสูตรลดเลือนริ้วรอย ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนได้รับรางวัล “IFSCC Host Society Award 2011″ จากงานประชุมสมาพันธ์นักเคมีเครื่องสำอางนานาชาติ
17.ผลอ่อนฟักข้าว ใช้ทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น นำไปต้มหรือนึ่งจิ้มกินกับน้ำพริก หรือนำไปใส่แกงต่างๆ แกงส้มลูกฟักข้าว เป็นต้น
18.ยอดฟักข้าวอ่อน ใช้ทำเป็นอาหารก็อร่อย (กลิ่นจะคล้ายๆกับยอดหรือใบมะระ) เมนูฟักข้าว เช่น แกงเลียง แกงส้ม ผัดไฟแดง คั่วแค ใช้ลวกหรือต้มกินกับน้ำพริก ฯลฯ
19.ฟักข้าว สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น น้ำฟักข้าว ฟักข้าวแคปซูล เป็นต้น


ขอบคุณภาพจาก banraitubtim.com

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ชา กาแฟ ควรดื่มตอนไหน?

ชา กาแฟ ด้วยคุณสมบัติต่างกัน วันนี้เราจึงนำความแตกต่างในการเลือกรับประทานมาฝากเพื่อนๆกันดูค่ะ ให้เพื่อนๆไปปรับใช้กันดูนะคะ ไปดูกันเลย

เมื่อคุณมีอาการหนาว สิ่งที่ควรดื่มคือ กาแฟ
หลังจากเพียงแค่ 10 นาทีที่ได้รับคาเฟอีนในกาแฟเข้าไปในร่างกาย คาเฟอีนจะทำให้มีการเต้นของหัวใจและความดันเลือดที่ดีขึ้น และสิ่งที่ผสมลงไปในกาแฟ เช่น พวกนม น้ำตาล ยังกลายเป็นพลังงานซึ่งทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นอีกด้วย
หากต้องการลดน้ำหนัก สิ่งที่คุณควรดื่มคือ ชา
เป็นข่าวดีครับ เพราะคาเฟอีนนั้น ช่วยทำให้คุณมีความอยากอาหารน้อยลง แต่การที่คุณดื่มกาแฟ นั้นไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักหรอกครับ เพราะมีทั้งนม ทั้งน้ำตาล การดื่มชา คือทางเลือกที่ดีที่สุดครับ เพราะนอกจากจะมีคาเฟอีนที่ทำให้ อยากอาหารน้อยลงแล้ว ในชา โดยเฉพาะชาเขียว มีสารที่ช่วยเผาผลาญไขมันได้อีกด้วยครับ
หากคุณอยู่ในช่วงเพิ่มกล้ามเนื้อ สิ่งที่คุณควรดื่มคือ กาแฟ
ตามที่บอกไปด้านบนครับว่าชา มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมัน ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดควรเป็นกาแฟแล้วครับ และหากคุณดื่มกาแฟก่อนเข้าฟิตเนสประมาณ 1 ชม คาแฟอีนจะช่วยทำให้คุณออกกำลังกายได้นานขึ้น
หากคุณต้องการให้อารมณ์ดีขึ้น สิ่งที่คุณควรดื่มคือ ชา
หากต้องการความผ่อนคลายแล้วละก็เลือกดื่มชาจะดีที่สุดครับ เพราะกลิ่นของชาจะช่วยทำให้คุณใจเย็น และผ่อนคลาย ชาที่คุณเลือกดื่ม ก็เป็นเช่นพวก ชามะลิ หรือ ชาลาเวนเดอร์ หรือไม่ก็ชาเขียวเองก็ตาม ก่อนดืม ให้สูดกลิ่นที่ของชาร้อนๆก่อน แล้วค่อยๆจิบ แค่นี้ก็ช่วยสร้างรอยยิ้มในยามบ่ายได้ดีเลยละครับ


ขอบคุณภาพและเนื้อหาดีๆจาก  Sanook.com
ที่มา : Sanook
ขอบคุณ  http://www.smartsme.tv/breaking_detail.php?id=9565

การปลูกข้าวโพด

ปลูกข้าวโพด
ข้าวโพดเป็นธัญพืชที่เป็นวัตถุดิบของอาหารต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นน้ำนมข้าวโพด แป้งข้าวโพดและขนมต่างๆ
นอกจากนี้แล้วยังเป็นอาหารของสัตว์ ขึ้นอยู่กับว่าเราปลูกข้าวโพดแบบไหน
ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันนะครับว่าข้าวโพดที่ปลูกในประเทศไทยมีแบบไหนบ้าง
การปลูกข้าวโพด
-ข้าวโพดหวาน เป็นข้าวโพดสำหรับทานได้ทันทีเป็นอาหารของคนเรา นิยมปลูกกันมากในภาคกลาง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เนื่องเป็นพื้นที่ราบและคุณสมบัติของดินเหมาะสมแก่การเพาะปลูกพืชชนิดนี้มีหลากหลายสายพันธ์มากนะครับ ทั้งสุพรรณบุรี นครสวรรค์ 1 ซึ่งแต่ละพันธ์จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปแล้วแต่คนดัดแปลงสายพันธ์นั้นๆต้องการให้ทนโรค เมล็ดใหญ่ หรือ ทนแล้งแบบนี้เป็นต้นครับ
                -ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพันธ์ข้าวโพดที่ปลูกเพื่อเลี้ยงสัตว์ ทำอาหารสัตว์โดยเฉพาะ ปัจจุบันมีการปลูกมากขึ้นเพราะความต้องการมากขึ้นจากในอดีตแต่หลายคนแอบสงสัยทำไมมีการประท้วงเรื่องราคาข้าวโพดตกต่ำนั่นเพราะว่ามีการผลิตที่เกินความจำเป็นเนื่องจากระยะแรกความต้องการมีสูงเกษตรกรจึงหันไปปลูกกันมากขึ้นจนเกินขอบเขตทำให้ราคาต่ำลง และจะแก้ไขปัญหาอย่างไร หลายคนอาจจะบอกว่าต้องมีการแทรกแซง หลายคนบอกว่าต้องหาตลาดใหม่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะทำได้ทันที สาเหตุจริงๆต้องแก้ให้ตรงจุด แก้จากเกษตรกรเองนั่นล่ะครับต้องศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจปลูกเชื่อว่าหลายคนไม่สนใจหรอกเค้าปลูกกันขายได้ราคาดีฉันจะปลูกบ้างแต่คนอื่นเค้ามีตลาดรองรับอยู่แล้วแล้วคุณล่ะมีตลาดหรือยัง เมื่อเป็นแบบนี้ก็โทษราชการมันก็ไม่ถูกเสมอไป
การปลูกข้าวโพด
การปลูกข้าวโพด
                การปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่จะปลูกช่วงต้นฤดูฝน คือช่วงปลายเมษายนถึงพฤษภาคม ซึ่งช่วงนั้นจะเจริญเติบโตได้ดีเพราะมีฝนเข้ามาช่วยได้เยอะ การปลูกข้าวโพดถือเป็นการปลูกพืชระยะสั้นนะครับแค่ไม่กี่เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตได้ถือเป็นการให้ผลผลิตที่ไวมากปีนึงก็สามารถปลูกได้หากมีการบริหารจัดการน้ำได้ดี สำหรับปัญหาที่พบระหว่างการปลูกนั้นก็คือ การระบาดของแมลงช่วงที่จะเก็บเกี่ยวปลายฤดูฝนที่ต้องมีการดูแลอย่างเต็มที่เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นนั่นหมายถึงรายได้ทั้งหมดจะหายไป แต่หากท่านใช้การปลูกแบบอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมีแล้วล่ะก็ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะในระบบนิเวศจะมีการกำจัดหรือสร้างความสมดุลของมันเอง เมื่อมีศัตรูพืชที่เป็นอาหารของสัตว์อีกชนิดหนึ่งก็จะช่วยเราได้แต่ไม่มีทางใดกำจัดได้100%ตัวการที่สำคัญคือพวกหนูนี่ล่ะครับจะมากินผลผลิตช่วงที่จะเก็บเกี่ยวต้องหามาตรการอย่างเช่นล่อด้วยกรงเป็นต้น
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://www.farmthailand.com/303