หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ความรู้รับอาเซียน - ขนาดน้องชาย

ความรู้รับอาเซียน!!!!!
เผยค่าเฉลี่ยขนาด′น้องชาย′นานาชาติ ตะลึง! เกาหลีเหนือ-ใต้ ไซส์มินิ



"มาตรวัดความเป็นชายในอาเซียน" เปรียบเทียบความยาวของไซส์ ′น้องชาย′ นานาชาติ รวมถึงในประเทศอาเซียน
เพจเฟซบุ๊ก ASEAN DNA เผยอินโฟกราฟฟิก "มาตรวัดความเป็นชายในอาเซียน" เปรียบเทียบความยาวของไซส์ ′น้องชาย′ นานาชาติ รวมถึงในประเทศอาเซียน โดยมีขนาดค่าเฉลี่ยกลางในระดับอาเซียนและทั่วโลก โดยอ้างอิงข้อมูลจาก targetmaps.com

สรรพคุณกระเจี๊ยบเขียว


ประโยชน์ / สรรพคุณกระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชที่มีคุณสมบัติในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะในฝักกระเจี๊ยบนั้นมีสารเมือกพวกเพ็กติน (Pectin) และกัม (Gum) ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ไม่ให้ลุกลาม รักษาความดันให้เป็นปกติ เป็นยาบำรุงสมอง มีสรรพคุณเป็นยาระบายและสามารถแก้โรคพยาธิตัวจี๊ดได้ด้วย แต่ต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 15 วัน

+ รับประทานฝักกระเจี๊ยบ 10 -15 ฝัก ตอนเย็นหรือก่อนนอนสามารถลดอาการท้องผูก
+ รับประทาน 3 – 5 ฝัก ก่อนอาหารทุกวันสามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
+ รับประทาน 10 – 15 ฝัก ทุกวันสามารถบำรุงตับ
+ รับประทาน 5 ฝัก ก่อนอาหาร 3 มื้อ ติดต่อกันทุกวันสามารถกำจัดพยาธิตัวจี๊ด
+ รับประทาน 30 – 40 ฝัก ตอนเย็นหรือก่อนนอนสามารถดีท็อกซ์ลำไส้อุจจาระตกค้าง
+ รับประทานสม่ำเสมอ เป็นเส้นใยอาหารธรรมชาติมีแคลเซียมและวิตามินสูง
+ รับประทานประจำ มีโฟเลตสูงช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง บำรุงสมอง และพัฒนาการทารก ในครรภ์ 40 ฝักแห้ง มีโฟเลต เทียบเท่าที่คนต้องการในหนึ่งวัน 10 ฝัก มีโฟเลตเท่ากับ 25% ของความต้องการในหนึ่งวัน 


จาก  https://www.facebook.com/trade.healthy

สมุนไพรต้านอนุมูลอิสระ


สมุนไพรต้านอนุมูลอิสระ
สมุนไพรมีบทบาทเกี่ยวกับการป้องกันการเกิดโรคและชะลอความเสื่อมของร่างกาย คือ การต้านอนุมูลอิสสระ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคและความเสื่อมของร่างกาย

อนุมูลอิสระ (reactive oxygen species) คือ โมเลกุลที่มีความไวในการจู่โจมกับสารชีวโมเลกุลในร่างกาย (เช่น ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต) ทำให้เซลล์ของร่างกายเสื่อมสภาพ และอวัยวะที่ประกอบด้วยเซลล์นั้นสูญเสียการทำงานไป ทำลายสมดุลของระบบต่างๆ ในร่างกาย

การย่อยสลายโปรตีนและไขมันจากอาหารที่กินเข้าไป มลพิษทางอากาศ การหายใจ ควันบุหรี่ รังสียูวี ล้วนทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกายของเรา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อร่างกายได้ นำไปสู่ความชรา และการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไขมันในเลือดสูง ภูมิคุ้มกันผิดปกติ
นอกจากนี้ อนุมูลอิสระยังสามารถทำลายในระดับดีเอ็นเอ (DNA) ทำให้เกิดการถ่ายทอดพันธุกรรมที่ผิดปกติ นำไปสู่การเกิดเซลล์มะเร็งอีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้น การมีชีวิตที่ยืนยาวและคุณภาพชีวิตที่ดีจึงมีความเกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระโดยตรง

แนวทางการป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง คือ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การชะลอความแก่ของเซลล์ต่างๆ การเพิ่มการไหลเวียนเลือด และป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว รวมทั้งเสริมการทำงานอย่างเป็นระบบของอวัยวะทุกส่วน ซึ่งสมุนไพรที่มีบทบาทดังกล่าว เช่น ฟ้าทะลายโจร ยอ หญ้าปักกิ่ง

ข้อมูล : นิตยสารหมอชาวบ้าน (เดือนเมษายน 2557)

กล้วยหนึ่งใบมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

ในกล้วยหนึ่งใบมีประโยชน์อย่างไรบ้าง?
1. วิตามินบี 1 และบี 2 ซึ่งจะช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน ป้องกันอาการตัวบวม และฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้า
2. เกลือแร่ อาทิเช่น โปรเตสเซียม ที่ช่วยในการขับโซเดียมออกทางปัสสาวะ แมกนีเซียม ซึ่งช่วยควบคุมความดันเลือด และการทำงานของแคลเซียม
3. เส้นใยอาหาร ซึ่งช่วยในการบรรเทาอาการท้องผูก
4. ช่วยทำดีท็อกซ์ แป้งในกล้วยดิบมีฤทธิ์ในการขับสารพิษออกจากร่างกาย ส่วนในกล้วยสุกจะช่วยเพิ่มความต้านทานของร่างกาย และป้องกันหวัดได้เป็นอย่างดี
5. สารโพลีฟินิล มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่
6. สารยูจินอล ช่วยเร่งการพัฒนาสภาพร่างกาย
7. เซโรโทนิน ช่วยลดความหงุดหงิด และทำให้ความอยากอาหารลดลง
8. มีเอ็นไซต์ช่วยในการย่อย ทำให้การย่อย การดูดซึมอาหารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กระเพาะและลำไส้จึงไม่ต้องทำงานหนัก
9. น้ำตาลในกล้วย เช่น กลูโคส ฟลุกโตส ซูโคส ช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงาน พร้อมกับช่วยลดความต้องการในการบริโภคน้ำตาลในแต่ละวันลดลง
10. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเซลล์ NK ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการจัดการกับมะเร็ง

CR : อาหารเพื่อสุขภาพ

จาก https://www.facebook.com/trade.healthy

สุดยอด กศน. สุดยอดเด็กตรัง

อ.นพรัตน์  โชติเกษมกุล /รายงาน   อ.ธนากร  เยาว์ดำ /ถ่ายภาพ
สุดยอด กศน.  สุดยอดเด็กตรัง
เยาวชนผู้พลาดโอกาสทางการศึกษารักดีหันหน้ามาเรียน กศน. จนสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองและจังหวัดตรัง


เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2557 ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่ จ.สงขลา มีการจัดประกวดสุดยอด กศน. ระดับภาคใต้ โดยมีนาย สุรพงษ์  จำจด รองเลขาธิการ กศน. เป็นประธานการจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งเป็นเวทีให้กับนักศึกษา กศน.ทั่วประเทศ ได้มีโอกาสแสดงออกอย่างสร้างสรรค์  ครั้งนี้เป็นการประกวดรอบที่สองคัดเลือกตัวแทนระดับภาคใต้ ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมนักศึกษา กศน.อำเภอห้วยยอด ตัวแทนจังหวัดตรัง “ทีมสตาร์ ฟลอร์” หมายเลข NF13 ได้นำวิถีชีวิตชาวเลแบบคนตรังออกไปถ่ายทอดผสมผสานร่วมกับการเต้น B-BOY ด้วยแนวคิดการแสดงของทีมสุดยอด กศน.ตรัง         ชุดการแสดง “วิถีชาวเล” เด็กและเยาวชนชาวเลเมื่อเติบโต ก็จะต้องออกทะเลเพื่อหากุ้ง หอย ปู ปลา สื่อถึงวิถีชีวิตของชาวเลภาคใต้ การประกอบอาชีพ พิธีกรรมของการออกทะเล และความเป็นอยู่ของชาวเลที่สอดคล้องกับธรรมชาติอันสวยงามธรรมชาติได้รังสรรค์เพชรเม็ดงามนั่นคือ ทะเลอันสวยงามของจังหวัดตรัง ไม่ว่าจะเป็นผืนน้ำสีมรกต หมู่เกาะน้อยใหญ่ สัตว์น้ำต่างๆและปูปลาอีกมากมาย และการเต้น B-BOY เป็นการออกกำลังกายสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย ปรากฏว่าชนะคู่แข่งจากจังหวัดต่างๆได้สำเร็จ ติดหนึ่ง 3 ของภาคใต้ ซึ่งจะมีการแข่งขันระดับประเทศ   และจะต้องเข้าค่ายพัฒนาศักยภาพ ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2557 ณ สีดารีสอร์ท อ.เมือง จ.นครนายก โดยมีทีมงานจากค่ายแกรมมี่ และผู้กำกับ-นักแสดงค่ายกันตนา กรุ๊ฟ  เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและฝึกซ้อม เพื่อเสริมทักษะการแสดงแบบมืออาชีพ   ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี จะเป็นการแข่งขันสุดยอด กศน. ชิงแชมป์ระดับประเทศ

          ก่อนจะถึงวันนี้ กลุ่มเยาวชน ผู้พลาดโอกาสทางการศึกษากลุ่มนี้ได้ รวมกลุ่มกันเพื่อศึกษาต่อในระดับม.ต้น และม.ปลาย กับ กศน.อำเภอห้วยยอด และเป็นเยาวชนที่รักในการออกกำลังกาย โดยจะใช้ลานหน้าห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอห้วยยอดเป็นพื้นที่ในการเต้น B-BOY  ด้วยเป็นเยาวชนที่มีใจอาสาจะช่วยงานครู ช่วยงานสังคมเสมอ  ซึ่งจากการพูดคุยกับน้องๆแล้วก็ทราบว่าน้องๆแต่ละคนต้องออกมาจากโรงเรียนเพื่อเหลือพ่อ-แม่ ผู้ปกครองประกอบอาชีพ และบ้างก็รับจ้างทั่วไป แต่พอได้เข้ามาในรั้ว กศน. ทุกคนก็ถึงบางอ้อ เลยว่า กศน. คือ สถานที่ ที่ให้โอกาสกับทุกคนจริงๆ ทั้ง ครู ผอ. เพื่อนๆทุกคน ในกศน.เป็นมิตร และค่อยช่วยเหลือส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้จริงๆ น้องๆในกลุ่มกล่าว

          นางอุมาภรณ์  มโนภิรมย์ ผู้อำนวยการสถานศึกษา กศน.อำเภอห้วยยอด ได้กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า ตนเองไม่คิดว่าน้องๆ นักศึกษา กศน.ห้วยยอด ทีม “ทีมสตาร์ ฟลอร์” นี้จะได้เข้ารอบเป็นตัวแทนภาคใต้  ซึ่ง เป็น 1 ใน 3 ทีม ที่จะไปแข่งขันระดับประเทศ โดยส่วนตัว ก็สนับสนุนนักศึกษาทุกคนให้ได้ใช้ทักษะ ความสามารถทั้งการเรียน และกิจกรรมอย่างเต็มที่ และเท่าเทียมกัน การที่นักศึกษากลุ่มนี้ได้แสดงออกด้วยการเข้าร่วมแข่งขันสุดยอด กศน.ในครั้งนี้ ทาง กศน.จังหวัดตรังได้ให้การสนับสนุนอย่างดียิ่ง โอกาสต่อไปนักศึกษากลุ่มนี้จะต้องเดินทางไปเก็บตัวเข้าค่ายกับทางแกรมมี่ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาและเรียนรู้ของน้องๆ  และขอเชิญชวน คนตรังทุกคนร่วมเป็นกำลังใจในการแข่งขันชิงแชมป์ระดับประเทศต่อไป 

“เฉาก๊วยเห็ดหูหนู” สุดยอดเมนูสุขภาพ ที่ต้องลอง


“เฉาก๊วยเห็ดหูหนู” 

สุดยอดเมนูสุขภาพ 

ที่ต้องลอง


อ.นพรัตน์ โชติเกษมกุล สำนักงาน กศน.จังหวัดตรัง
ร้อนๆ นี้  คงไม่มีอะไรดีเท่ากับการหาเครื่องดื่มเย็นๆ เพื่อดับกระหายคลายร้อน  อย่างเช่น น้ำเข็งใส ลอดช่องสิงคโปร์ ไอศกรีม หลากชนิด แต่ใครจะรู้ได้ว่ามีอีกหนึ่งเมนูที่ช่วยดับร้อน ชื่นใจ ด้วยเฉาก๊วยเห็ดหูหนู ของดีกำลังเป็นที่นิยมของชาวบ้านอำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเห็ดหูหนูกันก่อนนะครับ  "เห็ดหูหนู"   มี 2 ชนิด คือ เห็ดหูหนูขาว กับเห็ดหูหนูดำ ลักษณะของดอกเห็ดหูหนูมีความละม้ายคล้ายๆกับใบหูของหนู ซึ่งเห็ดหูหนูสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายอาทิเช่น ยำ แกงจืด ผัด   เห็ดหูหนูมีประโยชน์ต่อรางกายอย่างมาก   ช่วยลดระดับไขมันในเลือด สร้างความแข็งแรงให้กับหัวใจ   ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ลดสภาวะความตึงเครียดของร่างกาย  บำรุงโลหิต บำรุงสายตา บำรุงตับ เสริมสร้างความสดชื่น บำรุงผิวพรรณ         


จากคุณประโยชน์ดังกล่าว ทำให้นางสาวศศิทัชนันท์ จีนประชา (ครูแดง) ครู กศน.ตำบลเขาวิเศษ อำเภอวังเศษ จังหวัดตรัง ได้คิดค้น ลองผิดลองถูกในการแปรรูปเห็ดหูหนู ของกลุ่มเพาะเลี้ยงเห็ดตำบลเขาวิเศษ จนประสบผลสำเร็จ   ได้กล่าวว่าตนเองเป็นครูสอนนักศึกษา กศน. และเป็นวิทยากรสอนการเพาะเลี้ยงเห็ดนางฟ้า เห็ดแครง เห็ดหูหนู และเป็นวิทยากรถ่ายทอดการทำเกษตรแบบพอเพียงให้กับชาวบ้าน  ทดลองนำเห็ดหูหนูมาแปรรูปเป็น เฉาก๊วยเห็ดหูหนู ตอนแรกๆ ก็ไม่มีใครกล้าทาน เพราะยึดติดกับรสชาติในอาหารคาว แต่พอได้ลองรับประทานเข้าไปก็ได้รสชาติที่อร่อย กรอบๆ กรุบๆ ของเห็ดหูหนู ยิ่งได้ทานคู่กับ ขนุน มะพร้าวอ่อน ลูกชิด และเนื้อเฉาก๊วย ก็จะอร่อยยิ่งขึ้น  ตอนนี้ได้นำเฉาก๊วยเห็ดหูหนูออกจำหน่ายในตลาดสดเขาวิเศษ ขายส่งในงานเลี้ยงต่าง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด  สร้างรายได้ให้กับกลุ่มเพาะเลี้ยงเห็ดได้เป็นอย่างดี โอกาสต่อไปจะพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชนต่อไป 

ผงชูรส ทำให้ผมร่วงได้จริงหรือ?

1377849181

ผงชูรส คืออะไร?
ผงชูรส มีชื่อทางเคมีว่า โมโนโซเดียม แอล กลูตาเมต ผงชูรสไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการ แต่เป็นตัวนำสื่อประสาทกระตุ้นให้ตุ่มรับรสที่ลิ้นไวต่อการรับรสของอาหาร ทำให้เรารู้สึกถึงรสชาติของอาหารได้มากขึ้น แต่การใส่ผงชูรสมากไม่ได้ทำให้รู้สึกอร่อยมากขึ้น ทั้งนี้เพราะตุ่มรับรสของคนมีจำกัด ถึงแม้จะใส่มากก็ไม่ได้ช่วยให้อร่อยมากขึ้น ตัวผงชูรสเองไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย เพียงแต่ช่วยเพิ่มรสชาติอาหาร ประโยชน์อาจอยู่ตรงที่เมื่อช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อย ทำให้เรากินอาหารได้มากขึ้นก็ได้ประโยชน์จากอาหารนั่นเอง
ผงชูรส ทำให้ผมร่วงได้จริงหรือ?
หลายคนที่ชอบทานอาหารนอกบ้านบ่อยๆ และมีอาการผมร่วง ก็มักจะคิดไปว่าอาหารตามร้านต่างๆต้องใส่ผงชูรสเยอะแน่ๆ เลยทำให้มีอาการผมร่วง แต่จริงๆแล้ว อาการผมร่วงขึ้นอยู่กับพันธุกรรมเป็นหลัก ถ้าใครมีบรรพบุรุษที่ผมบาง ยังไงก็ทำให้ผมบาง เพราะมาจากยีนส์ที่ถ่ายทอดมาสู่ลูกหลาน ส่วนอีกปัจจัยก็คือฮอร์โมน ผมร่วงชนิดที่เป็นผลจากฮอร์โมน เกิดจากระดับของฮอร์โมนแอนโดรเจนในร่างกายสูงเกินไป จึงทำให้ผมร่วง เป็นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ดังนั้น ผงชูรสที่เป็นสารประเภท “สื่อประสาท” จึงไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพันธุกรรมและระบบฮอร์โมนเลย จึงไม่ได้เป็นสาเหตุของอาการผมร่วง
ผงชูรส มีโทษอย่างไรบ้าง? ควรกินหรือไม่ควรกินอย่างไร?
องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้ผงชูรส อยู่ในกลุ่มของเครื่องปรุงรสที่มีความปลอดภัยเช่นเดียวกับเกลือ น้ำส้ม และแป้ง หากบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะในคนปกติไม่พบว่าเกิดโทษแต่อย่างใดยกเว้นคนที่ไวต่อผงชูรสที่มีอาการร้อนวูบวาบที่ใบหน้า แน่นหน้าอก หรือชาตามหลังและคอ เมื่อกินอาหารที่มีที่มีการเติมผงชูรส กลุ่มคนพวกนี้ควรเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีผงชูรสปรุงรสอยู่ คนอีกกลุ่ม คือ ผู้ป่วยโรคหืดหอบ มีข้อมูลการวิจัยในต่างประเทศที่น่าสนใจ ว่าอาจทำให้อาการป่วยแย่ลงหากบริโภคอาหารที่มีผงชูรสในปริมาณมาก
ถ้าถามว่าควรกินหรือไม่ สำหรับคนที่มีสุขภาพดีหรือปกติก็ไม่ต้องกังวลมาก เพราะข้อมูลการวิจัย ในปัจจุบันจัดว่าการบริโภคผงชูรสที่อยู่ในอาหารค่อนข้างปลอดภัย แต่หากคุณประกอบอาหารเองที่บ้าน ถ้ามีฝีมืออยู่แล้วไม่จำเป็นต้องใส่ก็ได้ เพราะเวลาที่คุณไปกินอาหารนอกบ้านคุณก็ได้รับผงชูรสอยู่แล้ว ข้อควรระวังในการบริโภค ผงชูรส ก็คือ ต้องแน่ใจว่าเป็นผงชูรสแท้ และไม่จำเป็นต้องใส่ในปริมาณมาก ก็จะไม่เกิดโทษใดๆ หากคุณไม่ใช่คนที่มีอาการแพ้ผงชูรส
ได้ไขข้อข้องใจกันไปแล้วนะคะว่า ผงชูรส ไม่มีผลทำให้ผมร่วงแต่อย่างใด ดังนั้น ไม่ต้องกลัวว่าผมจะร่วงจากผงชูรสอีกแล้วค่ะ แต่ลองหันมาใส่ใจในด้านอื่นๆของผงชูรสจะดีกว่า เพราะถ้าหากบางคนแพ้หรือกินเข้าไปในปริมาณมาก ก็จะไม่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน และผงชูรสก็ไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ทางที่ดีรับประทานอาหารที่ใส่ผงชูรสแต่พอดี หรือหลีกเลี่ยงไปเลยจะดีต่อสุขภาพของเรามากกว่าค่ะ

ขอบคุณ http://info.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=24&id=26537