หน้าเว็บ

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อาหารทำลายกระดูก


ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.smartsme.tv/breaking_detail.php?id=10334

กินไข่อย่างไร..ให้ได้ประโยชน์

          ไข่ มีคอเลสเตอรอลสูงก็จริงเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารอื่น แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง ไข่เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพดี  มีวิตามิน และแร่ธาตุหลากหลายชนิดที่ร่างกายต้องการ เพื่อนำไปสร้างเม็ดเลือก กระดูก กล้ามเนื้อ และเซลล์สมอง ไปดูกันดีกว่าว่าจะทานไข่อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไปดูกันเลย
1. กินไข่ปรุงสุก ไม่กินไข่ดิย ไข่ลวก ไข่ยางมะตูม เพราะไข่ปรุงสุกจะทำให้ร่างกายได้ประโยชน์มากกว่า ในทางตรงข้ามัน ถ้ากินไข่ลวก จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการได้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
2. กินไข่กับกับข้าวที่เป็นเมนูผัก เช่น กินไข่กับน้ำพริกผักจิ้ม ไข่กับแกงส้ม เพราะใยอาหารจากผักจะช่วยดูดซับคอเลสเตอรอลในไข่ส่วนหนึ่งไม่ให้ดูดซึมสู่ร่างกาย
3. เน้นกินไข่ต้ม ไข่ตุ๋น มากกว่าไข่ดาวไข่เจียว หรือถ้ากินไข่เจียวก็ใส่น้ำมันน้อยๆ โดยไข่ต้ม 1 ฟองจะให้พลังานแค่ 70 กิโลแคลอรี ไข่ดาวทอดให้พลังงาน 110 กิโลแคลอรี ไข่เจียวให้พลังงานถึง 200 กิโลแคลอรี
4. ถ้ากินไข่แล้วพยายามไม่กินอาหารอื่นที่คอเลสเตอรอลสูง อาทิ ข้าวขาหมู  ข้าวมันไก่ ปลาหมึก
5. ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ครั้งละ 30-45 นาที เพราะการออกกำลังกายจะช่วยสลายไขมันตัวร้ายออกจากร่างกายได้ในระดับหนึ่ง

ขอบคุณภาพจาก www.myself.de
ข้อมูลจาก http://www.smartsme.tv/breaking_detail.php?id=10333

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

มะตูมซาอุ มะตูมแขก


เกษตรบ้านอะลาง : ช่วงออกพรรษาผมมีโอกาสกลับไปทำบุญบ้านที่ศรีสะเกษ  เห็นป้าฝนที่บ้านปลูกต้นมะตูมกินใบไว้  หน้าตามันแปลกๆ  จากที่ผมได้นำมาลองทานดู  รสชาดอร่อยดี  กลิ่นหอมคล้ายกับมะม่วงอ่อน  ถ้ากินกับลาบ ก้อย ป่นปลา  เข้ากันดีนักแล  ร้านอาหารอีสานไม่ควรพลาด    ใครแวะไปแถวบ้านอะลาง  ลองเข้าไปหาป้าฝนดูตัวอย่าง  มะตูมซาอุได้    ตอนนี้ตลาดลาวที่คลองเตยขายกำละ 10-15 บาท  ราคาดีและยังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกมาก   ถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังมาแรงเวลานี้ครับ


มะตูมซาอุ มะตูมแขก (Brazilian Pepper-tree)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Schinus terebinthifolius

ถิ่นกำเนิด อยู่ในอเมริกาใต้แถบประเทศ บราซิล อาร์เจนตินาและปารากวัย  มะตูมซาอุ จัดเป็นไม้ต้นขนาดเล็กสูงได้ถึง 10 เมตร มีกิ่งก้านมากจนมองไม่เห็นลำต้น ใบอ่อนมีสีแดง ขอบใบมีลักษณะเป็นหนาม ต้นตัวผู้และต้นตัวเมียแยกกันคนละต้น ดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆสีขาว ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียมีลักษณะคล้ายกัน

ออกดอกได้ทั้งปี แต่พบมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ผลเมื่ออ่อนมีสีเขียวและเปลี่ยนเป็นสีแดงสดเมื่อแก่ เนื่องผลมีสีสวยสดและออกได้ทั้งปี จึงนิยมนำไปปลูกเป็นไม้ประดับ ผลเมื่อแก่จัดเปลือกจะแห้งติดเมล็ดคล้ายพริกไทย รู้มาว่าชาวอเมริกาใต้ใช้ผลมะตูมซาอุแทนพริกไทยด้วย ชาวบ้านเรียกขาน "มะตูมซาอุ" พอ สอบถามที่มาที่ไปของต้นไม้ชื่อจากตะวันออกกลาง จึงได้ข้อมูลที่น่าสนใจมาก คือ ชื่อของต้นไม้ได้มาจากลักษณะของต้น ผสมกับแหล่งที่มาของต้นไม้นี้ อธิบายขยายความได้ว่า คำว่ามะตูมมาจากลักษณะของใบที่มีรูปร่างคล้ายใบมะตูมแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก จึงเรียกว่ามะตูม ส่วนคำว่าซาอุเป็นแหล่งที่มา เนื่องจากมีชาวบ้านส่วนหนึ่งไปขายแรงงานที่ประเทศซาอุดิอารเบีย และพบพืชชนิดนี้ปลูกเป็นไม้ประดับจำนวนมาก

ชาวไทยผู้นิยมกินผักเคียงกับนํ้าพริก จึงลองนำเอาใบมากินเป็นผักสด กินแล้วได้รสชาติดี พอกลับบ้านเฮาแดนอีสาน ก็ติดไม้ติดมือนำเมล็ด(ไม่ใช่เพชร) กลับมาปลูกในประเทศไทย แล้ว
พากันตั้งชื่อไว้เป็นอนุสรณ์ว่า  "มะตูมซาอุ" เวลา ผ่านไปไม่นาน พบว่ามีกลุ่มคาราวานคนขายต้นไม้ในแถบอีสาน ได้นำกล้าของมะตูมซาอุมาจำหน่าย แต่เรียกชื่อใหม่ว่า "มะตูมบางเลน"ถ้าเห็นครั้งแรกอาจคิดว่าพืชชนิดนี้อยู่ในกลุ่มพืชตระกูลส้ม เพราะใบเมื่อนำมาถูขยี้มีกลิ่นหอมแรงคล้ายใบมะกรูด ลักษณะของใบและโครงสร้างของลำต้นคล้ายมะแขว่น แต่เมื่อให้นักพฤกษศาสตร์ตรวจสอบสายพันธุ์กลับพบว่า "มะตูมซาอุ" เป็นไม้ในกลุ่มไม้มะม่วง

การใช้ประโยชน์จากมะตูมซาอุมีหลากหลายมาก เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้ที่มีนํ้ามันหอมระเหยหลายชนิด ประโยชน์หลัก ๆ ด้านยาได้แก่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้ ซึ่งมีรายงานทางด้านวิทยาศาสตร์สนับสนุนในเรื่องนี้ นอกจากนี้พบว่าสารสกัดของมะตูมซาอุช่วยลดการอักเสบ ควบคุมการเต้นของหัวใจ ช่วยรักษาโรคความดันตํ่า แก้ท้องผูก กระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อและรักษาบาดแผล

ทุกส่วนของไม้ชนิดนี้มีนํ้ามันและนํ้ามันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบ ซึ่งนํ้ามันเหล่านี้ก่อให้เกิดรสเผ็ดและมีกลิ่นหอม เนื่องจากส่วนของใบมีนํ้ามันเป็นองค์ประกอบสูงมากเมื่อนำไปใส่ในนํ้าร้อน ใบจะเต้นไปมาและบิดม้วนตัว ในขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยนํ้ามันออก ส่วนของผลซึ่งมีรสเผ็ดร้อนเหมือนพริกไทยในประเทศเปรูใช้ผลิตนํ้าเชื่อม นํ้าส้มสายชู และอาหารว่าง ในประเทศชิลีใช้เป็นส่วนผสมของไวน์ และทำให้แห้งบดเป็นผงใช้แทนพริกไทย

มะตูมซาอุเป็นพืชที่มีประวัติศาสตร์การใช้เป็นยาของชนพื้นเมืองในอเมริกาใต้ มาเป็นเวลาช้านาน ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ใช้เป็นยาสมานแผล ต้านแบคทีเรียและไวรัส หรือใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ในประเทศเปรูใช้นํ้ายางจากต้นเป็นยาระบายอ่อน ๆ และใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ส่วนทั้งหมดของต้นใช้เป็นยาปฏิชีวนะ ส่วนของนํ้ายางที่แห้งแล้วเมื่อนำมารวมกับนํ้ามันหอมระเหยที่ได้จากใบใช้เป็น ยารักษาแผล

แหล่งที่มาของข้อมูล
http://www.plantgenetics-rspg.org/schoolbot_club/?name=webboard&file=read&id=76

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แมงลัก

แมงลัก : ผักริมรั้วมากคุณค่าเป็นพืชล้มลุกอยู่ในสกุลเดียวกับกะเพราและโหระพา ต่างกันที่กลิ่น ใบจะมีสีเขียวจางกว่าใบกะเพรา ใบแมงลักใช้กินสด ใส่สลัดผัก ประดับจานอาหาร ส่วนมากในประเทศไทยจะกินกับขนมจีน หรือใส่แกงเลียงและแกงต่างๆ ผลที่คนไทยเรียกว่าเมล็ดแมงลักใช้ทำขนมน้ำแข็งไส ใส่ไอศกรีม ใส่น้ำเต้าหู้ หรือใส่ในวุ้น

สรรพคุณทางยา
1.ขับลมในลำไส้ อาหารไม่ย่อย อาการอึดอัด แน่นไม่สบายท้อง ให้นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
2.ขับเหงื่อ เมื่อมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่ค่อยสบาย นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
3.บรรเทาอาการหวัด อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หลอดลมอักเสบ ใช้ใบแมงลัก 1 กำมือล้างสะอาด โขลกคั้นน้ำดื่ม 1 ถ้วยตะไลบรรเทาอาการดังกล่าว สำหรับกรณีของหลอดลมอักเสบให้คั้นน้ำดื่ม 1 ถ้วยตะไล 3 เวลาเช้า-กลางวัน-เย็น
4.บรรเทาอาการผื่นคัน พิษจากพืช พิษสัตว์กัดต่อย หรืออาการคันจากเชื้อรา ใช้ใบแมงลักสดโขลกพอกบริเวณที่มีอาการ และเปลี่ยนยาบ่อยๆ
5.แก้ท้องร่วงท้องเสีย ใบแมงลักสัก 2 กำมือ ล้างสะอาด โขลกบีบคั้นน้ำดื่ม แก้ท้องร่วงได้
6.เพิ่มน้ำนมแม่ ให้แม่ที่ให้นมลูกกินแกงเลียงหัวปลี ใส่ใบแมงลัก และให้ลูกดูดหัวน้ำนมบ่อยๆ เพิ่มการสร้างน้ำนมแม่
7.บำรุงสายตา ใบแมงลักมีวิตามินเอสูง การกินใบแมงลักเป็นประจำช่วยบำรุงสายตา
8.บำรุงเลือด แก้โลหิตจาง ใบแมงลักอุดมด้วยธาตุเหล็กช่วยบำรุงโลหิต
9.เสริมสร้างกระดูก ใบแมงลักมีแคลเซียมสูงช่วยบำรุงกระดูก
10.ยาระบาย ใช้เมล็ดแก่ของแมงลัก สัก 1 ช้อนชาแช่น้ำ 1 แก้ว ปล่อยให้พองตัวดีแล้ว เติมน้ำตาลเล็กน้อย ดื่มแก้ท้องผูก แนะนำให้ใช้กับหญิงตั้งครรภ์และแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง ที่ไม่ต้องการภาวะท้องผูกเพราะเป็นการแก้ปัญหาแบบธรรมชาติ
11.ใช้ลดความอ้วน เปลือกผล (ที่เรียกเมล็ดแมงลัก) มีสารเมือกซึ่งสามารถพองตัวในน้ำได้ 45 เท่า เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกินอาหารที่มีกาก ใช้ผลแมงลัก 1-2 ช้อนชาแช่น้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้จนพองตัวเต็มที่ กินก่อนมื้ออาหารครึ่งชั่วโมง ดื่มน้ำตาม ช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง ลดปริมาณพลังงานอาหาร ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัว จำนวนครั้งในการขับถ่ายและปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้น ลดอาการท้องผูกด้วย
** ข้อควรระวังการใช้แมงลัก ถ้าใช้เมล็ดแมงลักที่ยังพองตัวไม่เต็มที่ จะทำให้มีการดูดน้ำจากลำไส้เกิดอาการขาดน้ำ และอาจเกิดอาการลำไส้อุดตันได้ (โดยเฉพาะแมงลักที่บดเป็นผง)
(เครดิตภาพ : Charity, Professional, หนูรี, pirun)

ฟักข้าว กับสรรพคุณยับยั้งเชื้อเอดส์..และอีกสารพัดโรค

ฟักข้าว กับสรรพคุณยับยั้งเชื้อเอดส์..และอีกสารพัดโรค

ประโยชน์ของ "ฟักข้าว"

1. ฟักข้าว มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
2. ช่วยในการชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
3. ฟักข้าวมีเบต้าแคโรทีนสูงกว่าแครอท 10 เท่า และมีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า !
4. ประโยชน์ ฟักข้าวช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา โรคต้อกระจก ประสาทตาเสื่อม ตาบอดตอนกลางคืน (เยื่อเมล็ด)
5. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด
6.ช่วยป้องกันและช่วยยับยั้งการเกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือด
7.ช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
8.งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ฟักข้าวมีโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอดส์ (HIV) และยังช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ซึ่งได้ทำการจดสิทธิบัตรในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
9.ประโยชน์ของฟักข้าว กับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ฟักข้าวมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง ไวรัส ช่วยยับยั้งระดับน้ำตาลในเลือด และยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีน
10.ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร และมะเร็งปอด
11.งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮานอย พบว่า น้ำมันจากเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ
12.ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้
13.ช่วยในการขับเสมหะ ใช้กลั้วคอช่วยลดอาการเจ็บคอ หรืออาการอักเสบที่ลำคอ
14.ฟักข้าวเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะพักฟื้น หรือผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ มีโรคประจำตัวหรือร่างกายอ่อนแอ
15.รากฟักข้าว ใช้แช่น้ำสระผม ช่วยทำให้ผมดกดำขึ้น แก้ปัญหาผมร่วง แก้อาการคันหนังศีรษะ รังแค และช่วยฆ่าเหาได้อีกด้วย (ราก)
16.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ทำการศึกษาร่วมกัน ในเรื่องของการนำน้ำมันเยื้อหุ้มเมล็ดของฟักข้าว มาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางสูตรลดเลือนริ้วรอย ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนได้รับรางวัล “IFSCC Host Society Award 2011″ จากงานประชุมสมาพันธ์นักเคมีเครื่องสำอางนานาชาติ
17.ผลอ่อนฟักข้าว ใช้ทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น นำไปต้มหรือนึ่งจิ้มกินกับน้ำพริก หรือนำไปใส่แกงต่างๆ แกงส้มลูกฟักข้าว เป็นต้น
18.ยอดฟักข้าวอ่อน ใช้ทำเป็นอาหารก็อร่อย (กลิ่นจะคล้ายๆกับยอดหรือใบมะระ) เมนูฟักข้าว เช่น แกงเลียง แกงส้ม ผัดไฟแดง คั่วแค ใช้ลวกหรือต้มกินกับน้ำพริก ฯลฯ
19.ฟักข้าว สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น น้ำฟักข้าว ฟักข้าวแคปซูล เป็นต้น


ขอบคุณภาพจาก banraitubtim.com

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ชา กาแฟ ควรดื่มตอนไหน?

ชา กาแฟ ด้วยคุณสมบัติต่างกัน วันนี้เราจึงนำความแตกต่างในการเลือกรับประทานมาฝากเพื่อนๆกันดูค่ะ ให้เพื่อนๆไปปรับใช้กันดูนะคะ ไปดูกันเลย

เมื่อคุณมีอาการหนาว สิ่งที่ควรดื่มคือ กาแฟ
หลังจากเพียงแค่ 10 นาทีที่ได้รับคาเฟอีนในกาแฟเข้าไปในร่างกาย คาเฟอีนจะทำให้มีการเต้นของหัวใจและความดันเลือดที่ดีขึ้น และสิ่งที่ผสมลงไปในกาแฟ เช่น พวกนม น้ำตาล ยังกลายเป็นพลังงานซึ่งทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นอีกด้วย
หากต้องการลดน้ำหนัก สิ่งที่คุณควรดื่มคือ ชา
เป็นข่าวดีครับ เพราะคาเฟอีนนั้น ช่วยทำให้คุณมีความอยากอาหารน้อยลง แต่การที่คุณดื่มกาแฟ นั้นไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักหรอกครับ เพราะมีทั้งนม ทั้งน้ำตาล การดื่มชา คือทางเลือกที่ดีที่สุดครับ เพราะนอกจากจะมีคาเฟอีนที่ทำให้ อยากอาหารน้อยลงแล้ว ในชา โดยเฉพาะชาเขียว มีสารที่ช่วยเผาผลาญไขมันได้อีกด้วยครับ
หากคุณอยู่ในช่วงเพิ่มกล้ามเนื้อ สิ่งที่คุณควรดื่มคือ กาแฟ
ตามที่บอกไปด้านบนครับว่าชา มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมัน ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดควรเป็นกาแฟแล้วครับ และหากคุณดื่มกาแฟก่อนเข้าฟิตเนสประมาณ 1 ชม คาแฟอีนจะช่วยทำให้คุณออกกำลังกายได้นานขึ้น
หากคุณต้องการให้อารมณ์ดีขึ้น สิ่งที่คุณควรดื่มคือ ชา
หากต้องการความผ่อนคลายแล้วละก็เลือกดื่มชาจะดีที่สุดครับ เพราะกลิ่นของชาจะช่วยทำให้คุณใจเย็น และผ่อนคลาย ชาที่คุณเลือกดื่ม ก็เป็นเช่นพวก ชามะลิ หรือ ชาลาเวนเดอร์ หรือไม่ก็ชาเขียวเองก็ตาม ก่อนดืม ให้สูดกลิ่นที่ของชาร้อนๆก่อน แล้วค่อยๆจิบ แค่นี้ก็ช่วยสร้างรอยยิ้มในยามบ่ายได้ดีเลยละครับ


ขอบคุณภาพและเนื้อหาดีๆจาก  Sanook.com
ที่มา : Sanook
ขอบคุณ  http://www.smartsme.tv/breaking_detail.php?id=9565

การปลูกข้าวโพด

ปลูกข้าวโพด
ข้าวโพดเป็นธัญพืชที่เป็นวัตถุดิบของอาหารต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นน้ำนมข้าวโพด แป้งข้าวโพดและขนมต่างๆ
นอกจากนี้แล้วยังเป็นอาหารของสัตว์ ขึ้นอยู่กับว่าเราปลูกข้าวโพดแบบไหน
ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันนะครับว่าข้าวโพดที่ปลูกในประเทศไทยมีแบบไหนบ้าง
การปลูกข้าวโพด
-ข้าวโพดหวาน เป็นข้าวโพดสำหรับทานได้ทันทีเป็นอาหารของคนเรา นิยมปลูกกันมากในภาคกลาง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เนื่องเป็นพื้นที่ราบและคุณสมบัติของดินเหมาะสมแก่การเพาะปลูกพืชชนิดนี้มีหลากหลายสายพันธ์มากนะครับ ทั้งสุพรรณบุรี นครสวรรค์ 1 ซึ่งแต่ละพันธ์จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปแล้วแต่คนดัดแปลงสายพันธ์นั้นๆต้องการให้ทนโรค เมล็ดใหญ่ หรือ ทนแล้งแบบนี้เป็นต้นครับ
                -ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพันธ์ข้าวโพดที่ปลูกเพื่อเลี้ยงสัตว์ ทำอาหารสัตว์โดยเฉพาะ ปัจจุบันมีการปลูกมากขึ้นเพราะความต้องการมากขึ้นจากในอดีตแต่หลายคนแอบสงสัยทำไมมีการประท้วงเรื่องราคาข้าวโพดตกต่ำนั่นเพราะว่ามีการผลิตที่เกินความจำเป็นเนื่องจากระยะแรกความต้องการมีสูงเกษตรกรจึงหันไปปลูกกันมากขึ้นจนเกินขอบเขตทำให้ราคาต่ำลง และจะแก้ไขปัญหาอย่างไร หลายคนอาจจะบอกว่าต้องมีการแทรกแซง หลายคนบอกว่าต้องหาตลาดใหม่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะทำได้ทันที สาเหตุจริงๆต้องแก้ให้ตรงจุด แก้จากเกษตรกรเองนั่นล่ะครับต้องศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจปลูกเชื่อว่าหลายคนไม่สนใจหรอกเค้าปลูกกันขายได้ราคาดีฉันจะปลูกบ้างแต่คนอื่นเค้ามีตลาดรองรับอยู่แล้วแล้วคุณล่ะมีตลาดหรือยัง เมื่อเป็นแบบนี้ก็โทษราชการมันก็ไม่ถูกเสมอไป
การปลูกข้าวโพด
การปลูกข้าวโพด
                การปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่จะปลูกช่วงต้นฤดูฝน คือช่วงปลายเมษายนถึงพฤษภาคม ซึ่งช่วงนั้นจะเจริญเติบโตได้ดีเพราะมีฝนเข้ามาช่วยได้เยอะ การปลูกข้าวโพดถือเป็นการปลูกพืชระยะสั้นนะครับแค่ไม่กี่เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตได้ถือเป็นการให้ผลผลิตที่ไวมากปีนึงก็สามารถปลูกได้หากมีการบริหารจัดการน้ำได้ดี สำหรับปัญหาที่พบระหว่างการปลูกนั้นก็คือ การระบาดของแมลงช่วงที่จะเก็บเกี่ยวปลายฤดูฝนที่ต้องมีการดูแลอย่างเต็มที่เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นนั่นหมายถึงรายได้ทั้งหมดจะหายไป แต่หากท่านใช้การปลูกแบบอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมีแล้วล่ะก็ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะในระบบนิเวศจะมีการกำจัดหรือสร้างความสมดุลของมันเอง เมื่อมีศัตรูพืชที่เป็นอาหารของสัตว์อีกชนิดหนึ่งก็จะช่วยเราได้แต่ไม่มีทางใดกำจัดได้100%ตัวการที่สำคัญคือพวกหนูนี่ล่ะครับจะมากินผลผลิตช่วงที่จะเก็บเกี่ยวต้องหามาตรการอย่างเช่นล่อด้วยกรงเป็นต้น
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://www.farmthailand.com/303

สรรพคุณของตะลิงปลิง

ตะลิงปลิง

ตะลิงปลิง ภาษาอังกฤษ Bilimbi, Bilimbing, Cucumber Tree, Tree Sorrel ตะลิงปลิง ชื่อวิทยาศาสตร์ Averrhoa bilimbi L. จัดอยู่ในวงศ์ OXALIDACEAE
ตะลิงปลิง ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีกเช่น มูงมัง (เกาะสมุย), กะลิงปริง ลิงปลิง ลิงปลิง ปลีมิง (ระนอง), บลีมิง (นราธิวาส), มะเฟืองตรน, หลิงปลิง(ใต้) เป็นต้น โดยมีถิ่นกำเนิดในแถบชายฝั่งทะเลของบราซิล เป็นไม้ผลที่นิยมปลูกทั่วไปเพราะลำต้นมีพวงแน่นที่สวยงาม และยังเป็นพืชร่วมวงศ์กับมะเฟือง แต่จะแตกต่างกันอย่างชัดเจนตรงขนาดของผล โดยผลมะเฟืองจะมีขนาดใหญ่กว่าผลตะลิงปลิง

ลักษณะของตะลิงปลิง

  • ต้นตะลิงปลิง เป็นพืชในเขตร้อนและเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 5-15 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นสีชมพู ผิวเรียบมีขนนุ่มปกคลุมอยู่ตามกิ่ง ลักษณะของใบตะลิงปลิง เป็นใบประกอบแบบขนนก ใบสีเขียวอ่อนมีขยยุ่มปกคลุม ใบคล้ายรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบมน ในหนึ่งก้านจะมีใบย่อยประมาณ 11-37 ใบ ขนาดใบกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว 2-5 เซนติเมตร ส่วนลักษณะของดอกตะลิงปลิง จะออกดอกเป็นช่อหลายช่อ ตามกิ่งและลำต้น โดยในแต่ละช่อจะมีความยาวไม่เกิน 6 นิ้ว ลักษณะดอกมีกลีบ 5 กลีบ ดอกสีแดงเข้ม มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบสีเขียวอมชมพู มีเกสรกลางดอกสีขาว
ต้นตะลิงปลิง
  • ผลตะลิงปลิง ลักษณะกลมยาวปลายมน ผลยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร เป็นพูตามยาว ออกผลเป็นช่อห้อย ผิวของผลมีลักษณะเรียบสีเขียว แต่เมื่อสุกแล้วจะกลายเป็นสีเหลือง เนื้อข้างในเป็นเนื้อเหลว มีรสเปรี้ยว และมีเมล็ด ลักษณะของเมล็ดตะลิงปลิงจะแบนยาวมีสีขาว

สรรพคุณของตะลิงปลิง

  • ตะลิงปลิงช่วยทำให้เจริญอาหาร (ผล)

    1. ช่วยแก้พิษร้อนใน แก้กระหายน้ำ (ราก)
    2. ผลใช้ผสมกับพริกไทย นำมารับประทานจะช่วยขับเหงื่อได้ (ผล)
    3. ตะลิงปลิง สรรพคุณช่วยฟอกโลหิต (ผล)
    4. ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน (ผล)
    5. ในประเทศฟิลิปปินส์ใช้ใบพอกรักษาคางทูม (ใบ,ราก)
    6. สมุนไพรตะลิงปลิง ช่วยลดไข้ (ผล)
    7. ช่วยดับพิษร้อนของไข้ (ราก)
    8. ดอกตะลิงปลิง นำมาชงเป็นชาดื่มช่วยแก้อาการไอ (ดอก,ผล)
    9. ช่วยละลายเสมหะ แก้เสมหะเหนียวข้น (ผล)
    10. ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร (ผล,ราก)
    11. ช่วยแก้อาการเลือดออกตามกระเพาะอาหารและลำไส้ (ราก)
    12. ช่วยรักษาอาการอักเสบของลำไส้ (ใช้ใบต้มดื่ม,ราก)
    13. ช่วยรักษาซิฟิลิส (Syphilis) (ใช้ใบต้มดื่ม,ราก)
    14. ช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร (ผล,ราก)
    15. ลูกตะลิงปลิงสรรพคุณของตะลิงปลิงใช้เป็นยาบำรุงแก้อาการปวดมดลูก (ผล)
    16. ช่วยบรรเทาอาการของโรคเก๊าท์ (ราก)
    17. ใบใช้รักษาโรครูมาตอยด์ (ใบ)
    18. ช่วยแก้ไขข้ออักเสบ (ใบ,ราก)
    19. ช่วยฝาดสมาน (ผล,ราก)
    20. ใบช่วยรักษาอาการอักเสบ (ใบ)
    21. ใบตะลิงปลิง ใช้พอกแก้อาการคันลดอาการบวมแดงให้หายเร็วขึ้น หรือใช้ต้มอาบก็ได้ (ใบ,ราก)
    22. ประโยชน์ของตะลิงปลิง ใบสามารถนำพอกใช้รักษาสิวได้ (ใบ,ราก)
    23. มีผลงานวิจัยที่ประเทศสิงคโปร์พบว่าสารสกัดน้ำของสารสกัดเอทานอลของใบตะลิงปลิง สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดของสัตว์ทดลองได้เป็นอย่างดี
    24. งานวิจัยในประเทศฟิลิปปินส์ชี้ว่าน้ำคั้นจากผลตะลิงปลิงมีฤทธิ์ในการคุมกำเนิด โดยได้ทดลองกับสุกรและหนู พบว่าร้อยละ 60 ของหนูทดลองหลังผสมพันธุ์แล้วไม่ติดลูก โดยเชื่อว่าสเตอรอยด์ไกลโคไซด์และกรดออกซาลิกในน้ำคั้นมีส่วนในการออกฤทธิ์คุมกำเนิดดังกล่าว
    25. ประโยชน์ตะลิงปลิง ผลสามารถนำมารับประทานร่วมกับพริกเกลือ หรือนำไปใส่แกงก็ได้ ทำเป็นตะลิงปลิงตากแห้ง หรือทำเป็นเครื่องดื่ม นํ้าตะลิงปลิง

    คุณค่าทางโภชนาการของตะลิงปลิง (เฉพาะส่วนที่กินได้) ต่อ 100 กรัม

    • โปรตีน 0.61 กรัมดอกตะลิงปลิง
    • แคโรทีน 0.035 มิลลิกรัม
    • วิตามินบี1 0.010 มิลลิกรัม
    • วิตามินบี2 0.026 มิลลิกรัม
    • วิตามินบี3 0.302 มิลลิกรัม
    • วิตามินซี 15.5 มิลลิกรัม
    • ธาตุแคลเซียม 3.4 มิลลิกรัม
    • ธาตุเหล็ก 1.01 มิลลิกรัม
    • ธาตุฟอสฟอรัส 11.1 มิลลิกรัม

    น้ำตะลิงปลิง

    1. วิธีทำน้ำตะลิงปลิง อย่างแรกให้เตรียมวัตถุดิบ โดยส่วนผสมน้ำตะลิงปลิง มีดังนี้ ตะลิงปลิง 1/2 กิโลกรัม / เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ / น้ำตาล 2 ถ้วย / น้ำ 3 1/2 ถ้วย / น้ำเชื่อม
    2. สำหรับสูตรการทำน้ำตะลิงปลิง ให้เอาน้ำกับน้ำตาลตั้งไฟพอเดือดจนละลายดีแล้วให้ยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น
    3. นำตะลิงปลิงมาล้างให้สะอาด เอาขั้วและเมล็ดออก แล้วนำมาเป็นชิ้นๆ แบ่งเป็น 2 ส่วน
    4. นำตะลิงปลิงใส่เครื่องปั่น 1 ส่วน และเติมน้ำเชื่อมลงไปครึ่งหนึ่งจนถึงจุดที่ปั่นแล้วไม่ล้นเครื่องปั่น แล้วเติมเกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะลงไป แล้วปั่นให้ละเอียด
    5. เมื่อปั่นเสร็จให้เทลงในตะแกรง กรองเอากากออก แล้วทำแบบเดิมกับตะลิงปลิงส่วนที่เหลือก็จะได้น้ำตะลิงปลิงที่เข้มข้นมากข้นประมาณเหยือก 1 ลิตร
    6. เสร็จแล้ว “น้ำตะลิงปลิง” ลองชิมรสชาติดูได้เลย ถ้าชอบเค็มก็เติมเกลือเพิ่ม แต่ถ้าอยากให้หวานน้อยลงก็ให้เติมน้ำสุกเย็นตามความเหมาะสม กะให้รสหวานเปรี้ยวกำลังดีเมื่อผสมกับน้ำแข็งเกล็ด
    แหล่งอ้างอิง : เว็บไซต์คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), เว็บไซต์หมอชาวบ้าน, เว็บไซต์โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย, เว็บไซต์ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์.คอม  
    http://frynn.com/

    มะม่วงหาวมะนาวโห่

    มะม่วงหาวมะนาวโห่


    มะม่วงหาวมะนาวโห่ (ต้นหนามแดง) เป็นชื่อที่เพี้ยนมาจาก มะม่วงไม่รู้หาวมะนาวไม่รู้โห่ หรือที่คนกรุงเทพเรียกว่า ต้นหนามแดง (ภาคกลาง) นั่นแหละครับ หรือจะเรียกว่า มะนาวไม่รู้โห่ (ภาคกลาง), มะนาวโห่ (ภาคใต้),หนามขี้แฮด (เชียงใหม่) ก็ได้เหมือนกัน โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Carissa carandas L. อยู่ในวงค์ APOCYNACEAE จัดเป็นผลไม้สมุนไพรชนิดหนึ่ง ลักษณะของผลจะมีสีแดงเรียวเล็กคล้ายกับมะเขือเทศราชินี สำหรับรสชาติของผลสุกจะออกหวานนุ่มลิ้น แต่ถ้ายังไม่สุกจีรสเปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟัน มี ธาตุเหล็ก และ วิตามินซี สูง เมื่อกัดไปแล้วจะมียางเหนียวๆ ฝาดคอ (เป็นผลไม้ในวรรณคดีเรื่องพระรถเมรี “นางสิบสอง” ใครเคยอ่านคงทราบกันดี)
    มะนาวไม่รู้โห่ หรือ ต้นหนามแดง เป็นผลไม้ที่หลายๆคนมองข้าม เนื่องจากมีต้นเป็นหนาม หลายคนไม่รู้สรรพคุณก็ฟันทิ้งกันไปส่วนใหญ่ จึงทำให้ปัจจุบันค่อนข้างหามารับประทานได้ยาก นอกจากคนที่รู้เท่านั้นที่นำมาปลูกไว้ สำหรับคนโบราณแล้วผลไม้ชนิดนี้ถือว่ามีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเป็นมีฤทธิ์เป็นยาสมุนไพรซึ่งมีสรรพคุณที่หลากหลายในการช่วยซ่อมแซมร่างกายและช่วยรักษาโรคได้แทบทุกชนิด สำหรับวิธีกินก็นำมาล้างให้สะอาดแล้วรับประทานกันสดได้เลยครับ
    มะม่วงหาวมะนาวโห่ สรรพคุณ นั้นนอกจากผลแล้วส่วนอื่นๆก็ยังมีประโยชน์อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นราก , ใบ , ยอดอ่อน , เมล็ด , เนื้อไม้ , แก่น ก็ล้วนแต่มีสรรพคุณทางยาทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งยางก็ช่วยในการสมานแผลได้ เรียกได้ว่าแทบจะทุกส่วนจริงๆ แล้วเราจะไม่เรียกหนามแดงว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยซ่อมแซมร่างกายได้ยังไง
    สำหรับผู้ที่รับประทานผลเข้าไปแล้วประมาณ 10 นาที แล้วรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แสดงว่าคุณอาจเป็นโรคหัวใจโต ควรรับประทานวันละ 1 ผลเพื่อให้ร่างกายปรับสภาพจนชินก่อน เมื่อไม่มีอาการแล้วค่อยเพิ่มปริมาณเป็น 10 ผล รับประทานประมาณ 3 เดือนจะทำให้เลือดลมไหลเวียนดี โดยหญิงชายกินได้โรคภัยหายสิ้น แต่สำหรับหญิงมีครรภ์ห้ามรับประทาน

    สรรพคุณมะม่วงหาวมะนาวโห่

    1. มะม่วงหาวมะนาวโห่ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยในการชะลอวัยและริ้วรอย (ผล)
    2. ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง (แก่น)
    3. มะม่วงหาวมะนาวโห่ สรรพคุณแก้อาการอ่อนเพลีย เมื่อยล้า (เนื้อไม้)
    4. เพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้กับร่างกาย (ผล)
    5. ช่วยให้เจริญอาหาร (ราก)
    6. มีส่วนช่วยลดความอ้วน (ผล)
    7. ช่วยขยายหลอดเลือดป้องกันการเกิดโรคหัวใจ (ผล)
    8. มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง (ผล)
    9. ธาตุเหล็กในผลมีส่วนช่วยรักษาโรคเบาหวาน (ผล)
    10. มีส่วนช่วยรักษาโรคโลหิตจาง (ผล)
    11. ช่วยรักษาโรคปอด (ผล)
    12. ช่วยรักษาโรคถุงลมโป่งจากการสูบบุหรี่ได้ดีมาก (ผล)
    13. ช่วยรักษาโรคไต (ผล)
    14. บรรเทาอาการของโรคตับ อย่างโรคตับแข็ง (ผล)
    15. ช่วยรักษาโรคเกาต์ (ผล)
    16. ช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคไทรอยด์ (ผล)
    17. ช่วยป้องกันโรคไหลตาย (ผล)
    18. ในบังคลาเทศใช้ใบรักษาโรคลมชัก (ใบ)
    19. มีส่วนช่วยบรรเทาอาการของโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต มือเท้าชา (ผล)
    20. ช่วยบำรุงกำลัง (เนื้อไม้)
    21. ช่วยบำรุงธาตุ (ราก,แก่น,เนื้อไม้)
    22. ช่วยบำรุงไขมันในร่างกาย (แก่น,เนื้อไม้)
    23. ช่วยแก้ไข้ รวมถึงไข้มาลาเลีย (ราก,ใบ)
    24. ช่วยดับพิษร้อน (ราก)
    25. ช่วยบรรเทาอาการของโรคภูิแพ้ (ผล)
    26. ช่วยแก้และบรรเทาอาการไอ (ผล)
    27. ช่วยขับเสมหะ (ผล)
    28. มีช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ ไมเกรน
    29. แก้อาการเจ็บคอ เจ็บในปาก (ใบ)
    30. แก้อาการปวดหู (ใบ)
    31. ช่วยรักษาลักปิดลักเปิดหรือโรคเลือดออกตามไรฟัน สมานแผลในช่องปาก (ผล)
    32. ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร (ราก)
    33. แก้อาการท้องเสีย (ใบ)
    34. มะม่วงหาวมะนาวโห่ช่วยรักษาโรคบิด (ใบ)
    35. ช่วยขับปัสสาวะ (ผล)
    36. ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร (ยอดอ่อน)
    37. ช่วยขับพยาธิ (ราก)
    38. ช่วยรักษาโรคเท้าช้าง (น้ำยาง)
    39. ช่วยฆ่าเชื้อ (ผล)
    40. ผลสุกใช้ในการสมานแผล (ผล,ยาง)
    41. ใช้รักษาโรคผิวหนังเรื้อรัง (เปลือกต้น)
    42. ช่วยแก้อาการคัน (ราก)
    43. ในอินเดียใช้รากเพื่อรักษาแผลเบาหวาน (ราก)
    44. แก้กลากเกลื้อน (เมล็ด,น้ำยาง)
    45. แก้อาการเนื้อหนังชาในโรคเรื้อน (เมล็ด)
    46. ช่วยรักษาแผลเนื้องอก (น้ำยาง)
    47. ช่วยรักษาหูด (น้ำยาง)
    48. ช่วยทำลายตาปลา และช่วยกัดทำลายเนื้อที่ด้านเป็นปุ่มโต (น้ำยาง)
    49. ใช้พอกดับพิษ (ผล)
    50. ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามข้อ (ผล)
    51. น้ำของผลสามารถนำมาใช้ปรุงอาหารแทนมะนาวได้
    52. ใช้ทำเป็นผลไม้หมักดอง
    53. นำมาประกอบอาหารได้หลายเมนู เช่น ผัดไทยเต้าหู้มะนาวโห่ น้ำพริกเผามะนาวโห่ ฟรุ๊ตตี้ลืมหาว เป็นต้น
    แหล่งอ้างอิง : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสุขภาพ (สสส.), www.stuartxchange.com/Caranda.html
    เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์.คอม

    ยอบ้าน ปลูกไว้เป็นยา

    ยอบ้าน ปลูกไว้เป็นยา
                                 


             ยอ เป็นไม้ที่ขึ้นทั่วไปตามป่า คนโบราณนิยมปลูกคู่บ้านถือเอาชื่อเป็นเคล็ด ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตดีถ้ามีความชุ่มชื้นพอสมควร

             ชื่อวิทยาศาสตร์ : Morinda citrifolia Linn.
             ชื่ออื่น : มะตาเสือ , ยอบ้าน


    ลักษณะ
              ไม้ยืนต้น สูง 2-6 เมตร ใบใหญ่หนาแข็ง ขนาดใบหูกวาง สีเขียวสดเป็นมัน มีดอกเล็กสีขาวติดเป็นกระจุกคล้ายดอกมะละกอ ผลกลมยาวรี ขนาดและลักษณะคล้ายฟองไข่เป็ด แต่มีตาเป็นปุ่มๆรอบผล สีเขียวสด พอสุกเปลี่ยนเป็นสีขาวนวล อ่อนนุ่ม มีกลิ่นฉุนมาก

    สรรพคุณเด่น
              บำรุงเลือดลม ลดความดันโลหิตสูง ขับลม ช่วยย่อยอาหาร แก้อาเจียน

    วิธีใช้ในครัวเรือน
              นำลูกยอสุกงอมจิ้มเกลือกับน้ำตาลกินหรือเอาลูกยอมาทำส้มตำกิน หรือฝานผลยอแก่เป็นแว่นตากแดดให้แห้ง บดเป็นผงละลายน้ำร้อนดื่มครั้งละ 2 ช้อนชา

    การปลูก การดูแล
              ยอเป็นพืชที่ขึ้นง่าย ไม่ต้องเตรียมดินเป็นพิเศษ ปลูกโดยใช้ต้นกล้าหรือหยอดเมล็ดตรงที่ปลูกเลยก็ได้ ควรปลูกตอนต้นฝน ขณะที่ดินพอมีความชุ่มชื้น ปล่อยให้เมล็ดงอกเอง โดยไม่ต้องดูแล หากฝนทิ้งช่วง ก็รดน้ำเป็นครั้งคราว เพื่อให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น
              การเพาะเมล็ดก่อนย้ายปลูก จะทำได้ในดินทั่วไปหรือเพาะในแกลบก็ได้ ใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน เมล็ดจึงจะงอกออกราก เมื่อกล้าสูงประมาณ 30 ซม. หรืออายุได้ 2-3 เดือน ก็ย้ายไปปลูกในที่ที่ต้องการ จะปลูกแซมกับไม้ผลก็ได้ เช่น ปลูกระหว่างแถวส้ม เป็นต้น

    เก็บเกี่ยว
              ยอเริ่มติดลูกตั้งแต่ต้นยังเล็กๆ แค่อายุ 6 เดือน ก็เริ่มออกดอกแล้ว ให้เก็บผลห่ามหรือเริ่มแก่ สังเกตจากผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ตาลูกยอจะห่างๆกัน ถ้าปล่อยให้ผลสุกจะเละเกินไป

    แปรรูป
              นำลูกยอมาล้างน้ำสะอาด 2-3 ครั้ง สะเด็ดน้ำให้แห้ง แล้วใช้มีดคมๆ นำมาหั่นบางๆ ตามขวาง เสร็จแล้วนำมาใส่กระจาดหรือภาชนะโปร่งๆ ตากแดดจัดสัก 3 วัน ควรหมั่นพลิกไปมาบ่อยๆ และระวังลูกยอจะขึ้นรา เมื่อแห้งสนิทดีแล้วจึงนำมาบรรจุใส่ภาชนะ

    ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
              แคปซูล, น้ำลูกยอเข้มข้น



    ที่มา : หนังสือปลูกยารักษาป่า เล่ม 1
             ลิขสิทธิ์จัดพิมพ์และเผยแพร่โดย มูลนิธิสุขภาพไทย
    http://www.thaihof.org/main/article/detail/3267

    สร้างภูมิคุ้มกัน...ให้เด็ก เยาวชนจังหวัดตรัง ด้วยการอ่าน

    สร้างภูมิคุ้มกัน...ให้เด็ก เยาวชนจังหวัดตรัง ด้วยการอ่าน
    อ.นพรัตน์ โชติเกษมกุล /สำนักงาน กศน.จังหวัดตรัง  




    การอ่าน ถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองที่สามารถพัฒนาองค์ความรู้ใจตัวของเอง เพิ่มพูนทักษะ กระบวนการคิดได้ด้วยตนเอง และสามารถอ่านได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงแค่คุณมีหนังสือ และที่สำคัญคุณต้องอ่านออก !!!   จากแนวคิดดังกล่าวของนายประวิตร  ทับเที่ยง ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน.จังหวัดตรัง ผู้รักในการอ่านเป็นอย่างยิ่ง


    การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กศน.ตรัง ได้นำแนวคิดของท่านมาสู่การปฏิบัติ ร่วมด้วยช่วยกันกับทีมบรรณารักษ์ ห้องสมุดประชาชนทุกแห่ง จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้กับเด็กปฐมวัย และเด็กนักเรียน ในพื้นที่ 10 อำเภอ หวังสร้างแรงจูงใจในการอ่านให้กับเด็กๆ ด้วยวิธีการ เกม กิจกรรมที่หลากหลาย ผ่านสื่อสำหรับเด็ก เช่น กิจกรรมลากเส้นต่อจุด กิจกรรมนี้คาดหวังให้เด็กได้ฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในการลากเส้น จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง และฝึกการใช้สมาธิในการเรียนรู้   การระบายสีตามจินตนาการ ฝึกสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยการเลือกใช้สีตามความสนใจและความต้องการของเด็กแต่ละคน  ฝึกอ่านออกเสียงตัวเลขและตัวอักษร โดยคุณครู กศน.ตำบล บรรณารักษ์จะเป็นคนฝึกฝนให้กับเด็กๆอ่านตาม ฟังนิทานคุณธรรม จากคุณครูปฐมวัย เป็นการเล่านิทานให้เด็กๆฟังแล้วถามตอบถึงเรื่องราวที่ได้ฟังจากคุณครู เป็นการฝึกให้เด็กๆมีทักษะในการจดจำและสมาธิ  สร้างแรงบันดานใจในการอ่านด้วยรถโมบาย (รถห้องสมุดเคลื่อนที่) จากการดำเนินการในช่วงเดือน กันยายน-ตุลาคม 2557 มีการดำเนินการไป ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 62 แห่ง มีเด็กเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 4,613  คน  ผลการจัดกิจกรรมดังกล่าวสร้างองค์ความรู้ ตระหนักรักการอ่าน ให้เด็กโดยมิรู้ตัวไปแล้ว 

    ไข่ตุ๋น !!! เมนูลดน้ำหนักเร่งด่วน

    photo : wongnai mildlyyimyim

    เพื่อนๆเคยเป็นมั้ยคะ เมื่อเวลามีนัดสำคัญๆ หรือจะต้องไปงานใดงานหนึ่งที่สำคัญๆ แต่พอใกล้วันทีไรความอ้วนก็มาแบบหยุดไม่อยู่ แบบว่าผอมไม่ได้ดั่งใจ ตอนนี้ มีวิธีใหม่กับการลดน้ำหนักออกอย่างรวดเร็วทันใจด้วยการกินคะ 

    การเลือกทานเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะอาหารเป็นส่วนที่สำคัญในการลดน้ำหนักไม่แพ้การออกกำลังกายเลย โปรตีนนี่สำคัญที่สุด และไข่ ก็เป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพดีที่สุด สมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพในการดูดซึมสูงกว่าโปรตีนชนิดอื่นๆ และยังให้วิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี1, บี2, บี3, บี6 และ บี12 ธาตุเหล็ก lecithin อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นไข่เป็ด หรือไข่ไก่ และทุกคนสามารถทานไข่ได้ทุกวัน วันละ 1 ฟอง สำหรับคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และ 2 ฟองสำหรับคนที่มีอายุไม่ถึง 40 ปี

     แต่สูตรลับที่จะมาบอกให้ลดน้ำหนักก่อนใครนั้นมาจากไข่คะ 

    ไข่ต้ม 1 ฟอง ให้พลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี่ แต่สำหรับบางท่าน อาจจะไม่อิ่มสำหรับมื้อ 1 อาหารเลย แนะนำไข่ตุ๋น เพราะไข่ตุ๋นต้องผสมน้ำเข้าไปด้วยจะทำให้ได้ปริมาณมากกว่า แต่ให้พลังงานพอๆกัน ทุกครั้งที่ชิ้งต้องการลดน้ำหนัก 2 กิโล อย่างกระทันหัน อาหารที่ต้องอิ่มและสบายท้อง แถมไม่โทรมอีกด้วย นั้นก็คือไข่ตุ๋น มีขั้นตอนง่ายๆดังนี้

    เตรียม....

    1.) ไข่ไก่ 2 ฟอง

    2.) น้ำซุป หรือน้ำเปล่าประมาณ 165 มล.

    3.) ซอสปรุงรส

    4.) ผงปรุงรส

    5.) พริกไทยป่น

    6.) แครอท หั่นลูกเต๋า อาจจะเป็นผักชนิดอื่นที่หั่นเป็นชิ้นเล็กได้

    7.) หมูสับ หรืออาจจะเป็น ปูอัด เนื้อปู ไก่ ฯลฯ แล้วแต่ความต้องการ

    8.) ต้นหอมผักชีสำหรับโรยหน้า

    วิธีทำ

    1.) ตอกไข่ใส่ชาม พร้อมตีไข่

    2.) จากนั้นเติมน้ำซุปหรือน้ำเปล่าลงไป ใส่หมูสับ (หรืออาจจะเป็น ปูอัด เนื้อปู ไก่ ฯลฯ แล้วแต่ความต้องการ) ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส ผงปรุงรส พริกไทยป่น แล้วคนให้เข้ากัน

    3.) นำไปนึ่ง เทคนิคที่จะทำให้หน้าไข่ตุ๋นเราเรียบสวย ไม่ระเบิด ต้องใช้ไฟอ่อนๆตุ๋นประมาณ 15 - 20 นาที 

    4.) เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วคะ พร้อมรับประทาน 

    แต่ขอบอกนะคะ ถ้ากำลังลดน้ำหนักอยู่ ทานไข่ตุ๋นอย่างเดียวนะ ไม่แนะนำข้าวสวยจานโตๆแน่นอน 


    photo : wongnai 
    ที่มา : www.smartsme.tv

    ประโยชน์ เบกกิ้งโซดา

    1.ขจัดกลิ่นปาก

    ผสมเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา กับน้ำ 1 แก้ว นำมาบ้วนปาก แล้วบ้วนน้ำเปล่าตามตอนท้าย

     

    2.ฟันขาวด้วยเบกกิ้งโซดา

    ผสมเบกกิ้งโซดากับยาสีฟันแล้วนำมาแปรงฟันตามปกติ ไม่แนะนำให้ทำทุกวันเพราะอาจทำลายสารเคลือบฟันเราได้

     

    3.สคลับแบบง่าย

    ผสมเบกกิ้งโซดา 3 ส่วน กับ น้ำเปล่า 1 ส่วน สคลับในส่วนที่เราต้องการ ได้ทั้งใบหน้าและลำตัว

     

    4. ทำความสะอาดแปรงและหวี

    เบกกิ้งโซดาสามารถขจัดน้ำมันต่างๆ ได้ดี หวีของเราก็มีน้ำมันจากหนังศีรษะ ทำให้ผมสกปรก โดยผสมน้ำ 1 ถ้วย เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา แล้วแช่หวีและแปรงไว้สักพัก แล้วนำมาล้างน้ำเปล่า

     

    5. กำจัดกลิ่นเท้า

    ผสมเบกกิ้งโซดา 3 ช้อนโต๊ะ กับน้ำให้เต็มกะละมัง แช่เท้าก่อนนอน 15 นาทีทุกวัน

     

    6. ทำความสะอาดไมโครเวฟ

    ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำแล้วเอาพามาชุบหมาดๆ แล้วเช็ด คราบสกปรกในไมโครเวฟได้

     

    7. ขจัดกลิ่นโถส้วม

    เทเบกกิ้งโซดา 1 ถ้วยลงไปที่โถ ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง ก่อนจะกดชักโครก

     

    8. ขจัดกลิ่นกระเทียมติดมือ

    สำหรับคนทำอาหารมักจะมีกลิ่นติดมือ ตอนล้างมือให้ถูด้วยเบกกิ้งโซดา สามารถช่วยขจัดกลิ่นได้

     

    9. ทำให้ดอกไม้สดได้นาน

    ใส่เบกกิ้งโซดาลงไปในแจกัน 1 ช้อนชา ก็ช่วยให้ดอกไม้สดได้นานขึ้น

     

    10. ห้องรับแขกกลิ่นสดชื่น

    ผสมเบกกิ้งโซดาเข้ากับน้ำ แล้วหยดน้ำหอมระเหย แล้วสเปรย์ทั่วๆ ห้อง ช่วยขจัดกลิ่นอับชื้น

     

    11. ล้างผักสะอาดปลอดสารพิษ

    ผสมเบกกิ้งโซดา 1/4 ถ้วย ใส่น้ำเต็มกะละมัง แช่ผักไว้ 10 นาที  แล้วล่างให้สะอาด ช่วยลดสารพิษในผักได้เยอะมากทีเดียว


    12. ทำความสะอาดหม้อและกระทะ

    วิธีที่ 1 : ผสมเบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำร้อนและน้ำยาล้างจาน แล้วแช่กระทะลงไป 3 นาทีแล้วล้างปกติ

    วิธีที่ 2 : เอาน้ำใส่กระทะหรือหม้อใส่เบกกิ้งโซดาลงไป 2 ช้อนโต๊ะ ตั้งไฟแล้วเคี่ยว 15 นาที สำหรับหม้อที่มีคราบไหม้

    วิธีที่ 3 : ผสมเบกกิ้งโซดา 3 ส่วน น้ำเปล่า 1 ส่วน ใช้สก๊อตไบรท์ล้างตามปกติ

    ที่มา : smart sme

    10 ขนมไทยโบราณที่ในปัจจุบันหากินกันได้ยาก

         ในปัจจุบันขนมไทยที่เราคุ้นเคยกันดีอย่างฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด ก็ยังมีขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป ขนมไทยมีหลากหลายชนิดหากเอ่ยชื่อแล้ว บางคนคิดว่ามันมีขนมชื่อนี้ด้วยหรือ หน้าตาจะเป็นยังไง ซึ่งบางอย่างนั้นหากินกันยากมากเลยทีเดียว จึงได้รวบรวม 10 ขนมไทยโบราณที่ในปัจจุบันหากินกันได้ยากมาก มาดูกันเลยดีกว่า

              

    อันดับ 10. ขนมพันตอง

              

              ขนมพันตอง แบ่งเป็น 2 ส่วน แยกเป็น 2 ห่อ ห่อแรกคือส่วนผสมของไส้ ประกอบด้วยมะพร้าวกับน้ำตาลปี๊บ แล้วนำมาปั้นเป็นก้อน อีกห่อประกอบด้วย หัวกะทิ แป้งข้าวเจ้า เกลือ น้ำตาล แล้วตักใส่ห่อ เพื่อความอร่อยยิ่งขึ้นควรจะรับประทานพร้อมกัน เพราะตัวแป้งและตัวไส้จะอร่อยกลมกล่อมอย่างลงตัว

    อันดับ 9. ขนมลา

              

              ขนมลา เป็นขนมหวานพื้นบ้านของทางภาคใต้ ของประเทศไทย ซึ่งทำมาจากแป้งข้าวเจ้า เป็นขนมสำคัญหนึ่งในห้าชนิดที่ใช้สำหรับจัดเพื่อนำไป ถวายพระสงฆ์ในงานประเพณีบุญสารทเดือนสิบ ซึ่งเป็นงานบุญประเพณีที่สำคัญของจังหวัดในภาคใต้ เช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลาโดยอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับ ขนมลาปรุงขึ้นเพื่อเป็นเสมือนแพรพรรณเสื้อผ้า
              ปัจจุบันขนมลามีจำหน่ายตลอด ทั้งปี ไม่ปรุงเฉพาะในเทศกาลอย่างที่เคยปฏิบัติมา ขนมลามี 2 ชนิดคือลาเช็ดและลากรอบ ขนมลาเช็ดจะใช้น้ำมันน้อย โรยแป้งให้หนา เมื่อสุกพับเป็นครึ่งวงกลม รูปร่างเหมือนแห ลากรอบ นำลาเช็ดมาโรยน้ำตาลแล้วนำไปตากแดด ในปัจจุบันมีการทำลากรอบแบบใหม่ โดยเพิ่มแป้งข้าวเจ้าให้มากขึ้น ใช้น้ำมันมากขึ้น เมื่อแป้งสุกแล้วม้วนเป็นแท่งกลม พักไว้จนเย็นจึงดึงไม้ออก

    อันดับ 8. ขนมเกสรชมพู่

              

              เกสรชมพู่ ขนมไทยโบราณ เมื่อได้มองครั้งแรกอาจจะคิดว่าขนมชนิดนี้คือ “ข้าวเหนียวแก้ว” แต่ถ้าพิศมองให้ดีจะเห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะมีลักษณะแข็งกระด้างของข้าวเหนียว ส่วนเกสรชมพู่จะดูนุ่มนวล อ่อนโยน ที่ทำจากมะพร้าวขูดขาว ผัดกับน้ำและน้ำตาลทราย ใส่วุ้นกวนให้เข้ากันใส่สีชมพูแก่ แล้วตักใส่ถ้วย เรื่องรสชาติเกสรชมพู่จะมีความมัน ความหอมของมะพร้าว และมีความหวานเป็นเอกลักษณ์

    อันดับ 7. ขนมโพรงแสม

              

              ขนมโพรงแสม ขนมชนิดนี้ใช้ในพิธีแต่งงาน โดยแทนเสาบ้านเสาเรือน เพื่อให้คู่บ่าวสาวอยู่กันยั่งยืนและร่ำรวย ลักษณะคล้ายๆขนมทองม้วน แต่ขนมชนิดนี้จะมีความแตกต่างอยู่ตรงที่มีน้ำตาลเคลือบพันร้อยอยู่ที่ตัวขนม เมื่อตัวขนมได้ถูกบดขยี้กับฟันและลิ้นที่สัมผัสรส จะให้ความรู้สึกกรุบกรอบน่ากัดกิน ผสมกับความหวานของน้ำตาลที่เคลือบขนมอย่างลงตัวไม่ที่ไม่หวานมากนัก ก็ยิ่งทำให้ขนมชนิดนี้เหมาะสำหรับการกินเล่น กับน้ำชาตอนบ่าย

    อันดับ 6. ขนมตูโบ้

              

              ตูโบ้ หรือ ต้มบวดรวมมิตร อาหารหวานท้องถิ่นภูเก็ต ทำจากถั่วแดงเม็ดเล็ก (คนภูเก็ตเรียกว่า ถั่วย้อแย้) มันเทศ เผือก (คนภูเก็ตเรียกว่า หัวบอน)และแป้งมันสำปะหลัง (คนภูเก็ตเรียกว่า แป้งตั่วจูหุ้น) ต้มรวมกันในน้ำกะทิเติมน้ำตาลและเกลือพอให้มีรสหวานนำและเค็มปะแล่ม จะทานร้อนๆหรือเติมน้ำแข็งก็ได้

    อันดับ 5. ขนมเทียนแก้ว

              

              ขนมเทียนแก้ว หรือ ขนมนมสาว เปรียบเสมือนแสงสว่าง ลักษณะที่สวยถูกต้อง ต้องปลายแหลม และฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส วางได้โดยไม่เสียรูปทรง ทำจากถั่วเขียวเลาะเปลือกนึ่งสุก กวนกับกะทิและน้ำตาลทราย อบด้วยควันเทียน ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ นำแป้งถั่วเขียว หรือแป้งซ่าหริ่ม กวนกับน้ำตาลทราย และน้ำลอยดอกมะลิ ขนมชนิดนี้จะให้กลิ่นหอมสดชื่นน่ากินของควันเทียนและน้ำลอยดอกมะลิที่อบอวลอยู่ในเนื้อขนม

    อันดับ 4. ขนมสามเกลอ

              

              ขนมสามเกลอ เป็นขนมเสี่ยงทายในพิธีแต่งงาน ถ้าขนมยังติดกันทั้ง 3 ลูกในขณะที่ทอด หมายความว่า คู่บ่าวสาวที่จะแต่งงานจะอยู่ด้วยกันดี ตลอดจนมีลูกด้วยกัน แต่ติดกันอยู่เพียง 2 ลูก หมายความว่า มีลูกยากหรือไม่มี ถ้าแยกหรือหลุดออกทั้ง 3 ลูก หมายความว่า อยู่ด้วยกันไม่ยืด ขนมชนิดนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นไส้ที่ทำจากน้ำตาลมะพร้าว มะพร้าวขูด และงา แล้วเอามาหุ้มด้วยแป้งข้าวเหนียว ส่วนที่สอง ทำจากไข่ไก่ (อาจจะใส่สีผสมอาหารด้วย เพื่อเพิ่มความสวยงาม) ที่นำมาโรยบนกระทะเป็นแผ่นบางๆ เพื่อนำมาห่อตัวขนม

    อันดับ 3. ขนมตะลุ่ม

              

              ตะลุ่ม มีสองส่วน คือส่วนตัวขนม ทำแป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อม แป้งมันสำปะหลัง น้ำปูนใส และหางกะทิ นำไปนึ่งจนสุก ส่วนของตัวหน้า ได้แก่ หัวกะทิ ไข่ และน้ำตาล ใส่แป้งข้าวเจ้าเล็กน้อย แล้วเทลงบนตัวที่สุกแล้ว นำไปนึ่ง เวลาเสิร์ฟตัดเป็นสี่เหลี่ยมขนาดพอดีคำหรือลักษณะตามชอบ เวลาจะรับประทานควรรับประทานพร้อมกันเพราะให้รสชาติที่หวาน มัน และมีกลิ่นหอมของกะทิยามรับประทานในคำเดียวกัน

    อันดับ 2. ขนมหม้อตาล

              

             ขนมหม้อตาล เป็นขนมโบราณ ที่ใช้ในพิธีแต่งงาน เรียกว่า “หม้อเงิน หม้อทอง” ตัวถ้วยขนม ผสมแป้งสาลี น้ำเย็น ไข่แดง กรุแป้งในพิมพ์หม้อตาล อบให้สุก ไส้ ผสมน้ำตาลทรายกับน้ำเคี่ยวให้ข้น ตักใส่ถ้วย หยดสีตามต้องการ หยอดลงในพิมพ์ ให้น้ำตาลแห้ง ดูจากลักษณะภายนอกดูกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก หลากสีสันชวนน้ำลายสอ เมื่อลองลิ้มชิมรสเนื้อแป้งของขนมที่กรอบจะเข้ากันดีกับตัวน้ำตาลที่หวานกำลังดี

    อันดับ 1. ขนมบุหลันดั้นเมฆ

              

              บุหลันดั้นเมฆ ลักษณะของขนมจะคล้ายขนมน้ำดอกไม้ เป็นขนมชาววังคิดประดิษฐ์ขึ้น ให้มีสีสันอุปมาอุปไมยเลียนแบบเพลงไทย‘บุหลันลอยเลื่อน’ ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 มี 2 ส่วน คือ ส่วนตัวขนม ทำจากแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำดอกอัญชัน น้ำตาลทราย หยอดลงบนถ้วยตะไล เมื่อนำไปนึ่งตรงกลางจะบุ๋มลงไป ส่วนตัวหน้าขนม ประกอบด้วย ไข่ กะทิ น้ำตาลมะพร้าว และนำไปนึ่งต่อจนสุก เมื่อรับประทานจะให้ความรู้สึกถึงความหอมหวานของน้ำดอกอัญชันกับกลิ่นน้ำตาลมะพร้า

    ขอบคุณภาพประกอบและเนื้อหาจาก http://www.toptenthailand.com/topten/detail/20140327123050496

     

    ที่มา : Toptenthailand.com