หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

พุทธชยันตี

พุทธชยันตี
พระวิจิตรธรรมาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) เรียบเรียง

มหาธัมมาภิสมัย
๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ในฐานะที่ประเทศไทย มีพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ รัฐบาลไทย ได้ประกาศให้ปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองพุทธชยันตี อย่างยิ่งใหญ่ ตลอดทั้งปี เนื่องจากเป็นปีที่พระพุทธศาสนามีอายุครบ ๒๖๐๐ ปี โดยการเฉลิมฉลองให้เน้นหนักด้านการปฏิบัติบูชาและการมีส่วนร่วมของประชาชน ตั้งแต่ระดับครอบครัว ไปจนถึงระดับชาติ มุ่งให้ประชาชนได้นำหลักธรรมไปปฏิบัติ ตามวิถีชาวพุทธอย่างแท้จริง อันจะทำให้เกิดความมั่นคงแห่งสถาบันชาติพระศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก รัฐบาลได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม วิสาขบูชาโลก มีผู้นำชาวพุทธเข้าร่วมประชุมกว่า ๘๕ ประเทศทั่วโลก นับว่า เป็นการประชุมในระดับนานาชาติที่มีชาวพุทธ ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน เข้าร่วมประชุมมากที่สุดครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา    การฉลองพุทธชยันตี ถูกกำหนดขึ้นเพื่อน้อมระลึกถึงเหตุการณ์ที่สำคัญเกี่ยวกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น วันประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน ซึ่ง ตรงกับวันวิสาขบูชา หรือ ใช้เรียกการจัดกิจกรรม ในปีที่ครบรอบวาระสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น ฉลองครบรอบ ๒๕ พุทธศตวรรษ หรือ ฉลองครบรอบ ๒๖ พุทธศตวรรษ  วันฉลองที่สำคัญนี้เรียกตามสากลว่า Sambuddha Jayanti ๒๖๐๐ ตรงกับภาษาไทย ว่า สัมพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี โดยอาจใช้ชื่อต่างกันไปบ้าง ในแต่ละประเทศ เช่น ศรีสัมพุทธชยันตี สัมพุทธชยันตี พุทธชยันตี
เฉพาะประเทศไทย มหาเถรสมาคม ได้มีมติให้ เรียกงานฉลองนี้ว่า พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แม้ จะแตกต่างกันเรื่องการใช้คำพูด แต่รวมความแล้ว ก็คือ การจัดกิจกรรมในปีที่ครบรอบวาระเหตุการณ์ที่สำคัญขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งเมื่อวาระสำคัญเวียนมาบรรจบ อีกพุทธศตวรรษหนึ่ง ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา จึงจัดเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ ดังที่เคยฉลองครบรอบ ๒๕ พุทธศตวรรษ หรือ พ.ศ. ๒๕๐๐ มาแล้ว ในขณะนั้น ถือกันว่า พระพุทธศาสนามีอายุถึงกึ่งพุทธกาล โดยในครั้งนั้น กำหนดนับวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานเป็นวัน แห่งการฉลองพุทธชยันตี
                 แต่ในครั้งนี้ กำหนดนับวันที่พระบรมศาสดาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเวียนมาบรรจบครบรอบ ๒๖ พุทธศตวรรษ ๒๖๐๐ ปี กำหนดให้เป็นวันฉลองพุทธชยันตีพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี   
                   พระพุทธศาสนาก้าวสู่พุทธศตวรรษที่ ๒๖
     การจัดงานฉลองพุทธชยันตี ก็เพื่อน้อมระลึกถึงชัยชนะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีต่อหมู่มารและกิเลสทั้งปวง อย่างสิ้นเชิง เพราะพระองค์ ทรงตรัสรู้ในวันวิสาขบูชา เมื่อ ๒๖๐๐ ปี ล่วงแล้ว ทำให้พระนามว่า สัมมาสัมพุทธะ ปรากฏขึ้นในโลก เป็นจุดเริ่มต้นแห่งคำสอนของพระพุทธศาสนา อันเกิดจากปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทำให้พุทธศาสนิกชน ได้มีพระธรรมเป็นหลักแห่งการดำเนินชีวิตที่ประชุมมหาเถรสมาคม ณ พระตำหนักสมเด็จฯ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้มีการดำเนินการจัดงานฉลองพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ให้เรียกชื่อว่า งานฉลองพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ให้เสนอเรื่องไปยังรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ ในการดำเนินการจัดงาน พร้อมทั้งให้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการ โดยมีมหาเถรสมาคม เป็นที่ปรึกษา มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ของบประมาณในการดำเนินการสนับสนุนจากรัฐบาล
ซึ่งคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้น ได้กำหนดกรอบแนวทางในการจัดกิจกรรม และผู้รับผิดชอบเป็น ๓ ด้าน ประกอบด้วย
                        ๑. ด้านการศึกษา การเผยแผ่ และการปฏิบัติพุทธบูชา มุ่งเน้นส่งเสริมการปฏิบัติธรรม สำหรับพุทธศาสนิกชน ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน และการมีส่วนร่วมขององค์กรทุกภาคส่วน โดยมี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นผู้รับผิดชอบ และเป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรม
                        ๒. ด้านวิชาการ เน้นการประชุมสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา โดยให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการ
                        ๓. ด้านศิลปวัฒนธรรม มอบให้กระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ
และ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทำหน้าที่เป็นหน่วยงานในการประสานจัดกิจกรรม และการประชาสัมพันธ์ และเผยแผ่  การจัดกิจกรรมทั้งหมด มุ่งเน้นให้เกิดการศึกษา การเผยแผ่ การปฏิบัติตามหลักธรรม และการมีส่วนร่วมขององค์กรทุกภาคส่วน พร้อมทั้งประสานการจัดกิจกรรมประชุมสัมมนาทางวิชาการ เพื่อเป็นเวทีถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้เรียนรู้ และเข้าใจหลักธรรม ในพระพุทธศาสนามากขึ้น ทั้งในระดับประเทศ และนานาชาติในระดับนานา ชาติ คาดว่า จะมีชาวพุทธจากทั่วโลกกว่า ๕,๐๐๐ รูป/คน ซึ่งประกอบด้วยผู้นำทางการเมือง ประมุขสงฆ์ ผู้นำองค์กรชาวพุทธ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป จาก ๘๕ ประเทศทั่วโลกเดินทางมาร่วมงานเฉลิมฉลองพุทธชยันตี และร่วมประชุมวิสาขบูชาโลกครั้งยิ่งใหญ่ โดยมีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน ซึ่งจะเป็นการสร้างความร่วมมืออันดีระหว่างองค์กรชาวพุทธตั้งแต่ระดับ ประชาคมอาเซียน จนถึงนานาชาติ เพื่อนำพระพุทธศาสนาก้าวไปสู่พุทธศตวรรษที่ ๒๖ ตามนโยบายของคณะสงฆ์และรัฐบาลไทย   สำหรับ หัวข้อหลักที่ใช้ในการจัดงานพุทธชยันตีปีนี้ คือ พระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติ  และ การประชุมสัมมนาทางวิชาการระดับนานาชาตินั้น ประกอบด้วยหัวข้อที่สำคัญ ดังนี้
    ๑. พุทธิปัญญาและความปรองดอง
    ๒. พุทธิปัญญาและสิ่งแวดล้อม
    ๓. พุทธิปัญญาและการปรับเปลี่ยนชีวิตมนุษย์

พุทธชยันตี
๒๕๐๐ ปี แห่งการปรินิพพาน
รัฐบาลไทยประกาศให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  การฉลอง พุทธชยันตี เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๐ ที่ผ่านมาถือกันว่า พระพุทธศาสนามีอายุถึงกึ่ง พุทธกาล จึงจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ กึ่งพุทธกาลอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อน้อมระลึกถึงการปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  และ รัฐบาลไทยได้ถือโอกาสในวาระที่สำคัญนี้ ประกาศให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  การ ฉลองพุทธชยันตี ในครั้งนั้น เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางของชาวพุทธนานาชาติ ทำให้ชาวพุทธตื่นตัวไปทั่วโลก และหันมาให้ความสำคัญกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง ประเทศ ศรีลังกา ก็ได้ถือเอาการเฉลิมฉลองพุทธชยันตี ๒๕ พุทธศตวรรษ เป็นการฉลองเอกราช ภายหลังได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑
           ดร. อัมเบดการ์ ผู้นำคนจันฑาล ซึ่งเป็นชนชั้นต่ำในอินเดีย ก็ได้ถือโอกาสประกาศอิสรภาพจากการถูกกดขี่ในระบบวรรณะ ฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ในประเทศอินเดีย ให้กลับสู่แผ่นดินเกิดอีกครั้ง ภายหลังจากที่ถูกกองทัพมุสลิมเติร์กทำลายไปอย่างราบคราบ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ๑๗ ประมาณ ๑๓๐๐ - ๑๗๐๐ ปี หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน โดย ดร.อัมเบดการ์ได้นำชาวอินเดียประมาณ ๒ แสนคนประกาศเลิกนับถือศาสนาฮินดู ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองพุทธชยันตี ๒๕ พุทธศตวรรษ ในขณะที่ รัฐบาลประเทศอินเดีย ได้สร้างสวนสาธารณะพุทธชยันตีไว้เป็นอนุสรณ์ ที่กรุงนิวเดลี ส่วน การเฉลิมฉลองระดับนานาชาติ ในครั้งนั้น รัฐบาลพม่าได้เป็นเจ้าภาพในการจัด ฉัฏฐสังคีติ คือ การสังคายนาพระไตรปิฎกนานาชาติ โดยนำพระไตรปิฎกแต่ละประเทศมาเคียบเคียงความถูกต้อง ซึ่งประเทศพม่านับเป็นการสังคายนาครั้งที่ ๖ และได้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกบาลีและคัมภีร์ทั้งหลายขึ้นเป็นจำนวนมาก มีพระสงฆ์ไทย และพระสงฆ์จากทั่วโลกเข้าร่วมสังคายนาพระไตรปิฎก ในครั้งนั้น
คณะสงฆ์ไทยนั้น มีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช วัดสระเกศ ครั้งเป็นพระมหาเกี่ยว อุปเสโณ และ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ครั้งเป็นพระมหาช่วง วรปุญโญ วัดปากน้ำ เป็นต้น เป็นตัวแทนคณะสงฆ์ไทย เข้าร่วมประชุมสังคายนาฉัฏฐสังคีตินานาชาติ นับเป็นการเปิดวิสัยทัศน์ของพระสงฆ์ไทยไปสู่นานาประเทศ เป็นครั้งแรกจนก้าวไปสู่การเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ในปัจจุบัน
             สำหรับ รัฐบาลไทย ในขณะนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเฉลิมฉลองพุทธชยันตี ๒๕ พุทธศตวรรษ ด้วยการประกาศให้ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ให้วันพระหรือวันธรรมสวนะ เป็นวันหยุดราชการ (ตามประกาศสำนักคณะรัฐมนตรี ฉบับที่ ๙ ลงวันที่ ๑ ตุลาคม๒๔๙๙) สร้างพุทธมณฑลเป็นอนุสรณ์สถาน สร้างพระพุทธรูปปางลีลาเป็นพุทธสัญลักษณ์แห่งพุทธศตวรรษที่ ๒๕ และ มีการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกภาษาไทยครบชุด เป็นฉบับแรก เป็นต้น
พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้   ประเทศไทย ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก  พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เริ่มต้นเมื่อฉลองพุทธชยันตี ๒๕๐๐ ปี พร้อมกับรัฐบาลไทย ประกาศให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ครั้นถึง พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี พุทธมณฑลได้กลายเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกภายหลังจากตรัสรู้อนุ ตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เผยแผ่พระธรรมคำสอน ไปยังประชาชนทุกชั้นวรรณะ ในชมพูทวีป แม้พระพุทธองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว แต่พระธรรมคำสอนของพระองค์ ได้แพร่ขยายไปยังนานาประเทศทั่วโลก พระพุทธศาสนาได้กลายเป็นศาสนาที่สำคัญของโลกศาสนาหนึ่ง จนกระทั่งองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่พระพุทธองค์ ประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญขององค์การสหประชาชาติและเป็นวันแห่งการฉลองทั่วโลก โดยประกาศให้วันดังกล่าว เป็นวันหยุดของสหประชาชาติ     เรียกว่าวัน United Nations Day of Vesakคณะ กรรมการจัดงานวิสาขบูชาโลก ๑๔ ประเทศ ได้มีมติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จัดประชุมวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ ๙ พ.ศ. ๒๕๕๕ จากการประชุมคณะกรรมการฯ ที่ประชุมได้หารือกัน ถึงประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมวิสาขบูชานานาชาติ ๒๕๕๕ ซึ่งถือว่า เป็นปีที่มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง อีกวาระหนึ่ง เนื่องจากเป็นปีที่ครบรอบ ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยในที่ประชุม ได้มีประเทศที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน ๒ ประเทศ คือ ประเทศศรีลังกา และ ประเทศไทย ที่ ประชุมมีมติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เนื่องจากในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ นอกจากจะเป็นการถวายเป็นพุทธบูชาฉลอง ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้แล้ว ยังเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๕ พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖๐ พรรษา  สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ขับเคลื่อนงานพระพุทธศาสนา และสนองงานคณะสงฆ์ ได้ประสานการจัดงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในโอกาสที่พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้น อำนวยประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาติ ครบ ๒๖๐๐ ปี โดยเน้นบูรณาการการศึกษา ปฏิบัติ และเผยแผ่หลักธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้และทรงสั่งสอนไป สู่ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย อย่างกว้างขวาง รวมถึงกำหนดแนวทางในการจัดกิจกรรมเนื่องในวันวิสาขบูชา อย่างถูกต้อง เหมาะสม และสอดคล้องกับมติมหาเถรสมาคม โดยได้สรุปประเด็นความสำคัญของวาระดังกล่าวเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณาที่ประชุมมหาเถรสมาคมได้มีมติเห็นชอบให้ ปี พุทธศักราช ๒๕๕๕ เป็นปีแห่งการฉลองพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ให้จัดกิจกรรมในวันสำคัญทางศาสนาเป็นพิเศษ ทั้ง ๓ วัน คือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และ วันอาสาฬหบูชาสำหรับ ที่พุทธมณฑล มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่จากคณะสงฆ์ไทย คณะสงฆ์นานาชาติ และผู้นำชาวพุทธทั่วโลกกว่า ๘๕ ประเทศ รวมทั้งมีการวางศิลาฤกษ์อาคารศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก เพื่อเป็นการประกาศเริ่มต้นการดำเนินงานที่ประเทศไทย ได้รับการยอมรับให้เป็น ศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก พร้อมกันนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมอื่นๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการฉลองครบรอบ ๒๖ พุทธศตวรรษ มีการบูรณะวัดไทยพุทธคยา วัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดีย บูรณะลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า โดย มหาเถรสมาคม รัฐบาลไทย มูลนิธิไทยพึ่งไทย ร่วมกับประชาชนชาวไทย ซึ่งมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช รับเป็นประธาน นับเป็นการบูรณะลุมพินีสถาน ครั้งที่ ๓ หลังจากพระเจ้าอโศกมหาราช (ราว พ.ศ. ๒๕๐) และองค์การสหประชาชาติ (พ.ศ. ๒๕๑๓) เคยบูรณะไว้ มีการมอบรางวัลผู้นำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในระดับนานาชาติ แด่ ผู้นำชาวพุทธทั่วโลกกว่า ๘๕ ประเทศ เป็นครั้งแรก มีการจัดตั้งยุวฑูตพุทธชยันตี ตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ หนึ่งใน ๘ ส่วน ที่ตระกูลศากยราชได้รับแบ่งปันเมื่อคราวถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ พุทธศักราชที่ ๑ ซึ่งขุดพบที่กรุงกบิลพัสดุ์ ประเทศอินเดีย และรัชกาลที่ ๕ โปรดฯ ให้บรรจุไว้บนบรมบรรพต (ภูเขาทอง) ออกไปให้ประชาชนสักการะ ตามเกาะรัตนโกสินทร์ และอัญเชิญไปประดิษฐานตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เช่น ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ และ ภาคกลาง ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับแต่ครั้งที่รัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดฯ ให้บรรจุไว้บนบรมบรรพต (ภูเขาทอง) เป็นเวลา ๑๑๓ ปี เพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชา มีการรณรงค์ให้ครู นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ทำสมาธิ ๑ วัน ๑ นาที ก่อนเริ่มบทเรียน หรือทำงาน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา มีการจัดทำพระไตรปิฎกสากล การจัดทำตำราทางพระพุทธศาสนา และสิ่งของที่ระลึกต่าง ๆ มากมาย
และ ในโอกาสที่พระพุทธศาสนาก้าวเข้าสู่พุทธศตวรรษ ๒๖ อันเป็นพุทธศตวรรษแห่งความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี มีการรณรงค์ให้เยาวชนและประชาชนนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาเป็นสื่อในการเผยแผ่พระธรรมคำสอน เช่น จัดประกวดภาพยนต์สั้น jariyatam short flim ในหัวข้อ พุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ ทั้งระดับนักเรียน นักศึกษา และประชาชน และ โครงการสร้าง พระนักเขียน เพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าแห่งพุทธศตวรรษที่ ๒๖ โดยมุ่งเน้นให้พระสงฆ์ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้ในการเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา
นอกจากนี้ ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ยังขอให้มีการจัดทำธงตราสัญลักษณ์พุทธชยันตีแจกไปยังทุกวัดทั่วประเทศ และวัดในต่างประเทศทั่วโลกอีกด้วย

                ธงธรรมจักร     สัญลักษณ์แห่งพุทธชยันตี        สำนัก งานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เสนอรูปแบบธงสัญลักษณ์งานฉลองพุทธชยันตี ตามคำแนะนำของมหาเถรสมาคม เพื่อเผยแพร่ให้คณะสงฆ์หน่วยงานราชการ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ได้ใช้ประดับตกแต่งสถานที่ราชการ วัด และเคหสถาน ซึ่งขนาดของธงเท่ากับธงธรรมจักรทั่วไป พื้นสีเหลือง มีรูปใบโพธิ์รอบธรรมจักร ในวงธรรมจักรเป็นสีธงฉัพพรรณรังสี รูปธรรมจักรมีซี่ จำนวน ๑๒ ซี่ ซึ่งหมายถึง ญาณ ๓ ในอริยสัจ ๔ มีชื่อภาษาไทยด้านล่างใบโพธิ์ ส่วนชื่อภาษาอังกฤษอยู่รอบวงธรรมจักร หากใช้ประดับในต่างประเทศ หรือสถานที่ระดับสากลสามารถสลับระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษก็ได้ โดยแบบธงสัญลักษณ์ได้ผ่านความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม

                สำหรับความหมายของธงสัญลักษณ์นั้น
ใบโพธิ์ หมายถึง การตรัสรู้แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
สีเขียวแห่งใบโพธิ์  หมายถึง ความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ธรรมจักรกลางผืนธงฉัพพรรณรังสี หมายถึง รัศมีแห่งพระธรรมได้ฉายแสงเหนือผืนแผ่นดินไทย และส่องประกายไปยังนานาประเทศ จนประเทศไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก
กนกลายไทยชูช่อฟ้า หมายถึง ผืนแผ่นดินไทยรุ่งเรืองด้วยอารยธรรมแห่งชนชาติไทย ได้เชิดชูพระธรรมคำสั่งสอนของพระพระพุทธเจ้า ให้อำนวยประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาติ และจะดำรงอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยตราบชั่วกัลปาวสาน

                     ชัยชนะและอิสรภาพ
คือ ความหมายแห่ง พุทธชยันตี
โดยรากศัพท์ คำว่า พุทธชยันตี มาจากคำ ๒ คำ คือ พุทธ แปลว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับคำว่า ชยันตีมาจากคำว่า ชย แปลว่า ชัยชนะ ซึ่งเมื่อนำคำทั้ง ๒ คำ มารวมกัน ก็ได้รูปคำใหม่ว่า พุทธชยันตี อันหมายถึง ชัยชนะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีต่อหมู่มาร และกิเลสทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง ปลดเปลื้องจากกิเลสเครื่องร้อยรัด เป็นอิสรภาพจากพันธนาการทั้งปวง อันทำให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้อุบัติขึ้นในโลกพุทธชยันตี จึงหมายถึง การตรัสรู้ และการบังเกิดขึ้น ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันนำมาซึ่งชัยชนะและอิสรภาพแก่มวลมนุษยชาติเพราะเหตุแห่งชัยชนะต่อกิเลสทั้งปวงของพระพุทธองค์ ในปัจจุบัน คำว่า พุทธชยันตี ยังถูกนำไปใช้ในความหมายแห่งชัยชนะและความเป็นอิสรภาพของชาวพุทธอีกด้วย เช่น   การต่อสู่เพื่ออิสรภาพจนได้รับเอกราชจากอังกฤษของประเทศศรีลังกา ถือว่าเป็นชัยชนะของประชาชน ทำให้ชาวพุทธในประเทศศรีลังกา เป็นอิสรภาพจากการถูกปิดกั้นทางศาสนา มีสิทธิในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นครั้งแรก ชาวศรีลังกาจึงจัดพิธีเฉลิงฉลองพุทธชยันตีอย่างยิ่งใหญ่และ ในประเทศอินเดีย การประกาศชัยชนะต่อการกดขี่ในระบบชนชั้นวรรณะ ของ ดร.อัมเบดการ์ โดยประกาศไม่นับถือศาสนาฮินดู และนำประชาชนกว่า ๒ แสนคน ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ ด้วยการเฉลิมฉลองพุทธชยันตี

            การคำนวณนับปีพุทธชยันตี      จาก ๒๕๐๐ ปี แห่งปรินิพพาน ถึง ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้
วิธี กำหนดนับปีทางพระพุทธศาสนานั้น มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง คือ นับวันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็น พ.ศ ๑ และ ครบรอบวันปรินิพพานเวียนมาบรรจบอีกครั้ง จึงนับเป็น พ.ศ. ๑ ประเทศอินเดีย ศรีลังกานั้น คำนวณนับ พ.ศ. เร็วกว่าไทย ๑ ปี เพราะเริ่มนับ พ.ศ. ๑ จากวันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ขณะประเทศไทยครบรอบหนึ่งปี นับแต่วันปรินิพพาน จึงนับเป็น พ.ศ. ๑ ประเทศไทยจึงฉลองพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี ช้ากว่าประเทศอินเดีย และ ประเทศศรีลังกา ๑ ปี  วิธี คำนวณนับ พ.ศ. แบบไทยนั้น ให้เคียบเคียงวิธีนับปีเกิด เช่น อายุ ๗๙ ปีเต็ม ย่างเข้า ๘๐ ยังให้นับเป็นอายุ ๗๙ ปี จนกว่าจะถึงครบรอบวันเกิด จึงให้นับเป็นอายุ ๘๐ ปีเต็ม และย่างเข้า ๘๑  อย่างไรก็ตาม ในวาระสำคัญเนื่องในมหาธัมมาภิสมัยพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้นั้น หากยึดถือตามหลักการคำนวณปีพุทธศักราชแบบไทย ก็อยู่ในช่วงระหว่าง วิสาขบูชาปี ๒๕๕๔ วิสาขบูชาปี ๒๕๕๕ ทั้งนี้ ในวันวิสาขบูชาปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ตรงกับวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ครบ ๒๕๙๙ ปีเต็ม และย่างเข้าสู่ปีที่ ๒๖๐๐ และพระพุทธศาสนาครบ ๒๖๐๐ ปีเต็ม ในวันวิสาขบูชา ตรงกับวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๕
โดยเริ่มนับพุทธศักราชที่ ๑ จากปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน จนถึงปัจจุบัน นับได้ ๒๕๕๕ ปี บวกด้วย ๔๕ อันเป็นจำนวนพรรษาที่พระพุทธองค์ได้ดำเนินพุทธกิจ ภายหลังตรัสรู้จวบจนเสด็จดับขันธปรินิพพาน

พ.ศ. ๒๕๕๕ + ๔๕ พรรษา = ๒๖๐๐
                          ใน ประเทศต่างๆ ที่มีชาวพุทธเข้มแข็ง ได้ประกาศให้มีการเฉลิมฉลองในวาระนี้เป็นเวลา ๓ ปี (๒๕๕๓-๒๕๕๕) ดังเช่น ในประเทศศรีลังกา พม่า อินเดีย เป็นต้น ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างตื่นตัว และยิ่งใหญ่ แม้ที่สำนักงานใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา ก็มีการจัดงานฉลองใหญ่ในช่วงวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา เช่นกัน
                         รัฐบาลไทย ได้ประกาศให้มีการเฉลิมฉลองใหญ่ตลอดปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ นี้ อย่างเป็นทางการโดยสั่งการและสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้เตรียมการและดำเนินการจัดงานอย่างจริงจัง ทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ เน้นหนักด้านการปฏิบัติบูชา และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนโดยให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการ ปฏิบัติธรรมในหมู่พุทธศาสนิกชน มุ่งให้มีการฟื้นฟูวิถีชาวพุทธตั้งแต่ระดับครอบครัว และชุมชนอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และยั่งยืน อันจะเป็นการเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี และเกิดความมั่นคงต่อประเทศชาติบ้านเมือง

ขอร่วมสนับสนุน และเผยแพร่ ข้อมูลดีๆจาก......สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


"Mira เพื่อเรียนรู้" การจัดการศึกของ กศน.ตำบล ต้องเข้าใจ เข้าถึงทุกงานและทุกพื้นที่ 
ครูเอ็กซ์ หรือคุณครูพัทธิมากร ต้องชู ครูกศน.ตำบลห้วยนาง อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
ครูกศน.ตำบลคนหนึ่งที่ต้องการให้ประชาชนในพื้นที่ตำบลห้วยนาง ได้มีโอกาสได้พัฒนาการเรียนรู้ พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ตลอดเวลา นอกจากการจัดการศึกษานอกระบบ ที่ครูต้องสอน ประถม ม.ต้น และม.ปลาย ตามปกติที่ครูกศน.ต้องทำ ครูยังสนใจที่จะเพิ่มโอกาสให้ชาวบ้านได้เข้าถึงการอ่าน ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองที่ผู้เรียนจะเกิดทักษะกระบวนการคิดในการนำความรู้จากการอ่านมาพัฒนาตนเอง ครูจึงนำรถ มิร่าสีเขียว คู่ใจมาเปิดท้ายให้บริการหนังสือ โดยครูจะขับรถมิร่าพร้อมหนังสือ วารสาร ออกจาก กศน.ตำบลห้วยนางไปร่วมงานต่างๆที่ในพื้นที่จัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวันพระ วันผู้สูงอายุ วันสงกรานต์ และงานบุญที่เกิดขึ้นในตำบลห้วยนาง ซึ่งจากการสอบถามครู ก็ทำให้ทราบว่าชาวบ้านให้ความสนใจกับการเข้ามาอ่านหนังสือ ตอนแรกๆอาจจะมีเขินอายบ้าง ถามต่อถึงค่าน้ำมันรถละ? ครูตอบว่ายังไงแล้วครูก็ต้องมาร่วมงานนี้อยู่แล้วนำหนังสือติดรถมาด้วยก็ไม่เป็นไร เลยไม่คิดถึงค่าน้ำมันหรอกค่ะ ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งสำหรับครูกศน.ตำบลคนนี้ ครูเอ็กซ์

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

มุมอ่านหนังสือ ในชนบท

            ศาลาเล็กๆ หน้าบ้านนายหนอด เสลาผู้เฒ่าวัย 70 กว่าปี  ที่ยกพื้นไม้ตามแบบศาลาพื้นบ้านของชุมชนชาวไทยมุสลิม ในตำบลตะเสะ อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง ที่ต้องการให้คนในครอบครัวและชาวบ้านในชุมชนได้เข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้รับรู้ข่าวสารที่ทันสมัย และการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ที่หลากหลาย ผ่านตัวอักษร บนแผ่นกระดาษ ที่เราเรียกกันว่า หนังสือ  เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของคุณพ่อ ลูกสาวของนายหนอด เสลา สมัครเข้ามาเป็นอาสาสมัครรักการอ่านกับ กศน.หาดสำราญ เพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาตนเอง ที่จะนำทักษะการเป็นอาสาสมัครฯมาจัดมุมหนังสือที่บ้าน และการประสานงานกับบรรณารักษ์ ครูกศน.ตำบล ไปจัดกิจกรรม ให้คนในชุมชน และได้นำหนังสือมาหมุนเวียนทุกสัปดาห์ เป็นเวลากว่า 3 ปี ที่บ้านนายหนอด เสลาเป็นที่พักผ่อน เป็นที่อ่านหนังสือ เป็นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในชุมชน
                   เพื่อยืนยันข้อมูลการดำเนินงานของมุมอ่านหนังสือบ้านนายหนอด เสลา ทางคณะ ศึกษานิเทศนำโดยนางสุรีย์  นาคนิยม สำนักงาน กศน.จังหวัดตรัง เข้าไปเยี่ยมและให้คำแนะนำการจัดหนังสือ รู้แบบกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และตรงต่อความต้องการของประชาชนในชุมชน
นายธัญญา  พงศ์ภราดร ผอ. กศน.อำเภอหาดสำราญ นำคณะครู
เข้าเยี่ยมให้กำลังใจอาสาสมัครรักการอ่าน อำเภอหาดสำราญ ณ บ้านนายหนอด เสลา ผู้เฒ่าที่มีความรักในการอ่าน

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

การศึกษาตามอัธยาศัย (Informal Education): 3 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรรัตน์ อภินันท์กูล


การศึกษาตามอัธยาศัย (Informal Education): 3
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรรัตน์ อภินันท์กูล

การศึกษาตามอัธยาศัย หรืออาจเรียกว่า การศึกษาธรรมดาวิสัย การศึกษาอรูปนัย การศึกษาธรรมชาติวิสัย การเรียนรู้ตามวิถีชีวิต การเรียนรู้แบบที่อุบัติขึ้นและโดยบังเอิญ (วิศนี ศิลตระกูล และอมรา ปฐภิญโญบูรณ์, 2544) การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ การเรียนรู้ตามวิถีธรรมชาติ (พนม พงษ์ไพบูลย์ อ้างถึงใน ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์, 2544) โดยในต่างประเทศ บางประเทศจัดรูปแบบการศึกษาตามอัธยาศัยในชื่อที่คุ้นเคย เช่น ที่สก็อตแลนด์อธิบายการศึกษาตามอัธยาศัยว่าเป็น การศึกษาชุมชน (Community education) ในเยอรมนีเรียกว่าเป็น กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม (Social pedagogy) ในฝรั่งเศสใช้การแสดงการเลียนแบบว่าเป็นการศึกษาตามอัธยาศัยเรียกว่า การแสดงแบบจำลอง (Animation) การศึกษาตามอัธยาศัยในกลุ่มอเมริกาใต้ใกล้เคียงกับการศึกษาประชาชนในเรื่องความยุติธรรมและประชาธิปไตย (Popular education) ในบางชุมชนของอังกฤษเรียกการศึกษาตามอัธยาศัยว่าเป็นการเรียนรู้และการสนทนาประชาธิปไตย บางกลุ่มจัดการศึกษาและส่งเสริมการมีงานทำของเยาวชนเป็นการศึกษาตามอัธยาศัย บางประเทศนับเอาการศึกษาสำหรับกลุ่มผู้ใหญ่ที่ต้องการโปรแกรมการศึกษาเพิ่มเติม (Adult continuing education) เป็นการศึกษาตามอัธยาศัย และแม้กระทั่งการเรียนรู้ในสถานประกอบการและในระหว่างการทำงาน (Learning in a workplace) ว่าเป็นการศึกษาตามอัธยาศัยด้วย รวมทั้งการเรียนรู้เพื่อดูแลสุขภาพโดยผู้ป่วยเองและโดยผู้ดูแลผู้ป่วย ทั้งนี้ผู้เรียนเป็นผู้กำหนดวิธีการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ ผู้รู้ แพทย์ และนักวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่เรียกว่า การศึกษาเพื่อพื้นฟูสุขภาพ (Health or Rehabilitation education) ก็จัดว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการศึกษาตามอัธยาศัยเช่นกัน (ทองอยู่ แก้วไทรฮะ, 2544)

ความหมายของการศึกษาตามอัธยาศัย
นักการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างก็ให้ความหมายของการศึกษาตามอัธยาศัยไว้มากมาย ดังเช่น
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) .. 2545 ได้ให้ความหมายของการศึกษาตามอัธยาศัยว่า เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่นๆ
พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.. 2551 ได้ให้ความหมายของการศึกษาตามอัธยาศัยดังนี้ กิจกรรมการเรียนรู้ในวิถีชีวิตประจำวันของบุคคล ซึ่งบุคคลสามารถเลือกที่จะเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ตามความสนใจ ความต้องการ โอกาส ความพร้อม และศักยภาพในการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล
Evan (1981) กล่าวว่า การศึกษาตามอัธยาศัย หมายถึง ผลของการเรียนรู้อันเกิดจากสถานการณ์ที่ผู้เรียน หรือแหล่งความรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง มีเจตจำนงเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ แต่ไม่ใช่ทั้งสองปัจจัยเกิดตรงกัน
Coombs (1985) กล่าวว่า การศึกษาตามอัธยาศัย หมายถึง กระบวนการศึกษาตลอดชีวิต ที่ทุกคนได้รับ และสะสมความรู้ ทักษะ เจตคติ และการรู้แจ้งจากประสบการณ์ประจำวัน และการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และที่เล่น จากตัวอย่าง และเจตคติของสมาชิกครอบครัวและเพื่อน จากการเดินทาง การอ่านหนังสือพิมพ์และหนังสืออื่น หรือโดยการฟังวิทยุ หรือการดูภาพยนตร์ หรือโทรทัศน์ ตามปกติแล้วการศึกษาตามอัธยาศัยไม่มีการจัด ไม่มีระบบ และบางครั้งไม่ได้ตั้งใจ แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ไปตลอดชีวิตของแต่ละคนอยู่อย่างมาก แม้แต่ผู้ที่มีการศึกษาในโรงเรียนมาแล้วก็ตาม
Hideyoshi (1990) ให้ความหมายไว้ว่า การศึกษาตามอัธยาศัย คือ กระบวนการที่มนุษย์ได้รับการถ่ายทอด และสั่งสมความรู้ ทักษะ เจตคติ ความคิด จากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน และสิ่งแวดล้อมตลอดชีวิต เป็นการศึกษาที่ไม่มีองค์กร ไม่มีระบบ ไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่ตั้งใจ และเรื่องที่ได้รับการถ่ายทอดก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตในสังคม ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้ในครอบครัว ในที่ทำงาน สถานที่ท่องเที่ยว การเรียนรู้จากแบบอย่างและทัศนคติในครอบครัวหรือเพื่อน การเรียนรู้จากการอ่านหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์ และจากการท่องเที่ยว ตลอดจนการเรียนรู้โดยฟังวิทยุ ดูภาพยนตร์และโทรทัศน์ เป็นต้น

องค์ประกอบของการศึกษาตามอัธยาศัย
การศึกษาตามอัธยาศัยมีองค์ประกอบสำคัญที่สรุปได้จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้
1. แนวคิดและปรัชญา : การศึกษาตามอัธยาศัยเป็นการศึกษาที่ส่งเสริมสนับสนุนและให้โอกาสในการเรียนรู้ในวิถีชีวิตของบุคคลตั้งแต่เกิดจนตาย
2. ความมุ่งหมาย : การศึกษาตามอัธยาศัยมีได้หลายเป้าหมายและหลายวัตถุประสงค์ โดยเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และเพื่อตอบสนองความพึงพอใจและนันทนาการของบุคคลแต่ละคนมากกว่าการเพิ่มพูนความรู้เชิงวิชาการ
3. หลักสูตร : การศึกษาตามอัธยาศัยไม่มีหลักสูตร แต่เป็นลักษณะการเรียนรู้ผ่านการจัดกิจกรรม สื่อ และเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้
4. ผู้เรียน/ผู้รับบริการ : ผู้เรียนของการศึกษาตามอัธยาศัย คือ บุคคลทุกคน ซึ่งมีความหลากหลาย ครอบคลุมทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับการศึกษา ทุกพื้นที่ โดยไม่มีการจำแนกสถานภาพทางสังคม
5. ผู้สอน : ผู้เรียนของการศึกษาตามอัธยาศัย คือ บุคคลทุกคนที่มีศักยภาพส่งเสริมให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้
6. ความรู้ : การศึกษาตามอัธยาศัยทำให้เกิดความรู้ด้วยการเรียนรู้ตามความต้องการและความสนใจของผู้เรียน
7. วิธีการเรียนรู้ : การศึกษาตามอัธยาศัยมีวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย มีหลายรูปแบบ ไม่มีแบบแผนแน่นอน ไม่มีรูปแบบแน่นอน
8. ระยะเวลา : การศึกษาตามอัธยาศัยสามารถเกิดได้ตลอดเวลาและตลอดชีวิตของผู้เรียน
9. วุฒิการศึกษา : การศึกษาตามอัธยาศัยไม่มีวุฒิบัตร แต่บางกิจกรรมอาจมีเกียรติบัตร
10. กิจกรรมการเรียนรู้ : กิจกรรมการเรียนรู้ตามการศึกษาตามอัธยาศัยเป็นไปตามวิถีชีวิตของผู้เรียน
11. สื่อการเรียนรู้ : ลักษณะสื่อการศึกษาตามอัธยาศัยมีความหลากหลายตามที่ผู้เรียนต้องการ
12. การประเมินผล : การศึกษาตามอัธยาศัยเป็นการประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยตัวผู้เรียนเอง จึงไม่มีการประเมินผลที่ชัดเจน แต่บางกิจกรรมมีการประเมินผลเพื่อให้ผลย้อนกลับต่อผู้รับบริการ

สรุป
การศึกษาตามอัธยาศัย จึงเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ในวิถีชีวิตประจำวันของบุคคล เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งบุคคลสามารถเลือกที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ตามความสนใจ ความต้องการ โอกาส ความพร้อม และศักยภาพในการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล โดยศึกษาจากบุคคล ครอบครัว ชุมชน ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่น

บรรณานุกรม
กระทรวงศึกษาธิการ. พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษาระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.. 2551. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ, 2551.
ทองอยู่ แก้วไทรฮะ. ระบบการศึกษา ใน ปรัชญาและหลักการศึกษานอกระบบโรงเรียน หน่วยที่ 1 - 5. นนทบุรี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2544.
พนม พงษ์ไพบูลย์เข้าใจคำว่าการศึกษาตามอัธยาศัย จากคนทำงานที่ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดกับ ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์วารสารการศึกษานอกโรงเรียน ปีที่ 4 ฉบับที่ 4 (มกราคม 2544) หน้า 7
วิศนี ศิลตระกูล และอมรา ปฐภิญโญบูรณ์. การศึกษาตามอัธยาศัย : จากแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสู่แนวปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : ศูนย์ส่งเสริมการศึกษาตามอัธยาศัย กรมการศึกษานอกโรงเรียน, 2544.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) .. 2545. กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟฟิค, 2545

การศึกษาตลอดชีวิต


การศึกษาตลอดชีวิต
บทนำ

                    Coombs พบว่ารูปแบบการศึกษาในระบบโรงเรียนของประเทศด้อยพัฒนา และประเทศกำลังพัฒนา ไม่สามารถให้บริการแก่ประชาชน ได้อย่างทั่วถึงทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการศึกษา (Educational Crisis) เพราะประชาชนที่มีฐานะดีเท่านั้นที่มีโอกาศได้รับการศึกษา ส่วน คนยากจนขาดโอกาสในการศึกษา แม้รัฐบาลต่างๆ ได้ทุ่มเทงบประมาณการศึกษาสูงมากก็ตาม แต่การศึกษาไม่สามารถช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษาของประชาชน โดยเฉพาะผู้อยู่ในท้องถิ่นห่างไกล รัฐบาลยิ่งพัฒนาคนรวยกลับรวยยิ่งขึ้น คนจนกลับจนลง จึงทำให้มีการเรียกร้อง ให้มีการปฏิรูปการศึกษา นักปฏิรูปการศึกษา อาทิ เปาโล แฟร์ (Paulo Freire) ชาวบราซิล เขียนเรื่อง "การศึกษาของผู้ที่ถูกกดขี่" (Pedagogy of the Oppressed) อีวาน อีลิช (Ivan Ilich) เขียนเรื่อง "โรงเรียนตายแล้ว" (Deschooling Society) และ Faure เขียนเรื่อง "Learning to be" ให้กับองค์กร Unesco เสนอว่าควรจะปฏิรูประบบการศึกษาในโรงเรียน มาเป็นการศึกษานอก โรงเรียน และส่งเสริมให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งนี้ เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้รูปแบบ การดำรงชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสังคมอุตสาหกรรม ที่ได้มีการนำเทคโนโลยี เครื่องจักร เครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ทุน แรงงาน ทำให้เป็นสาเหตุหนึ่งของวิกฤตการณ์ตลาดแรงงาน มนุษย์เราจึงต้องแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อที่จะได้ก้าวทันโลกที่ เปลี่ยนแปลง การเรียนรู้ของคนเราจึงไม่หยุดเพียงที่โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย แต่เราสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา มนุษย์เรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต นั้นคือการรวมเอาการศึกษาในระบบโรงเรียน (Formal Education) นอกระบบโรงเรียน (Informal Education)เข้าด้วยกัน คนเราสามารถเลือกศึกษาได้ในช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิตตามความเหมาะสม การศึกษา และการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกแห่งไม่ว่าจะ ในครอบครัว วัด ชุมชน สถาบันการศึกษา สถานประกอบการ และแหล่งวิชาต่างๆ การศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตกลายเป็นความจำเป็นของมนุษย์ปัจจุบัน
ความหมาย
               การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) หมายถึง การรับรู้ความรู้ ทักษะ และเจตคติ ตั้งแต่เกิดจนตายจากบุคคลหรือสถาบันใดๆ โดยสามารถ จะเรียนรู้ด้วยวิธีเรียนต่างๆ อย่างมีระบบหรือไม่มีระบบ โดยตั้งใจหรือโดยบังเอิญก็ได้ ทั้งนี้สามารถทำให้บุคคลนั้นเกิดการพัฒนา ตนเอง
               การศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Education) หมายถึง การจัดกระบวนการทางการศึกษา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการจัด การศึกษาในรูปแบบของการศึกษาในระบบโรงเรียน (Formal Education) การศึกษานอกระบบโรงเรียน (Non - Formal Education) และการศึกษาตามอัธยาศัย (Informal Education) โดยมุ่งให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self - directed Learning) มุ่งพัฒนาบุคคลให้สามารถพัฒนาตนเอง และปรับตนเองให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมการเมืองและเศรษฐกิจของโลก

แนวความคิดเกี่ยวกับการศึกษาตลอดชีวิต
               การศึกษาตลอดชีวิตเป็นแนวความคิดที่ได้รับ การยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการศึกษาในปัจจุบันแท้จริงแล้วแนวคิดการศึกษา ตลอดชีวิตมิใช่เรื่องใหม่ แต่มีมานานแล้วในคัมภีร์กุรอานมีคำสอนว่า บุคคลพึงเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในเปลถึงหลุมฝังศพ (From cradle to grave) หรือจากครรภ์มารดาถึงสุสาน(From womb to tomb) คอมินิอุส (Comenius)นักศึกษาในสมัยนั้นได้พูดถึงรายละเอียดของกระบวนการศึกษาตลอด ชีวิตว่าควรจัดให้มีโรงเรียน สำหรับทุกคน กล่าวคือ โรงเรียนสำหรับทารกแรกเกิด เด็กก่อนวัยเรียน เด็กเยาวชนวัยเรียน คนหนุ่มสาว และคนชรา ในช่วง 60 กว่าปีที่ผ่านมานี้ได้มีการเผยแพร่เรื่องเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ และเพิ่มความสนใจไปสู่ทั่วโลก ในการประชุมระหว่างชาติว่าด้วยการศึกษาผู้ใหญ่ (World Conference on Adult Education) ที่จัดโดย Unesco ที่กรุงมอนตรีอัล ประเทศแคนาดา ค.ศ.1960 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ค.ศ.1972 และที่กรุงไนโรบี
ค.ศ.1986 ได้พัฒนาแนวคิดการศึกษาตลอดชีวิต อันมีสาระสำคัญดังนี้
               1. มนุษย์แสวงหาความรู้ และพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา เพราะมนุษย์เราเรียนรู้จากธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสังคมทุกขณะ เช่น จากการ ทำมาหากิน การเล่น การพักผ่อน การเข้าร่วมพิธีกรรม และการสมาคม เป็นต้น
               2. การศึกษาที่แท้จริงไม่ได้จำกัดแต่เพียงในโรงเรียนแต่ครอบคลุมถึง การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาเกิดได้ตามโอกาส จึงไม่มี วันสิ้นสุด
               3. การศึกษาตลอดชีวิตเปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้รับการศึกษา เพราะสามารถเลือกเรียนตามรูปแบบที่ตนต้องการ ยืดหยุ่นได้ตามโอกาส ทุกคน สามารถ เรียนรู้ได้จากทุกแห่งตามโอกาสจะอำนวย ฉะนั้น มนุษย์จึงมีโอกาสที่จะพัฒนาชีวิตให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยการศึกษาอย่างไม่มีจุดจบไปตลอดชีวิต
การจัดการศึกษาตลอดชีวิต
แนวปฏิบัติเพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาตลอดชีวิตมีดังนี้

               1. การศึกษาในระบบโรงเรียนจะต้องไม่สิ้นสุดเพียงเมื่ออยู่ในโรงเรียนแต่จะต้อง จัดให้บุคคลเมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนไปแล้วสามารถเข้ามาเรียนได้
อีก กล่าวคือ โรงเรียนจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้เตรียมความพร้อมด้านความรู้ความสามารถ และปลูกฝังแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาตลอดชีวิตแก่นักเรียนเพื่อให้
นักเรียนสามารถมีทัศนคติ แรงจูงใจที่จะใฝ่รู้ และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองหลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนแล้ว
               2. ทุกหน่วยงานในสังคมมีบทบาทในการจัดการศึกษา อาทิ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ สโมสร ศาลาประชาคม วัด ที่ทำงาน เป็นต้น อันเป็น
การจัดการเครือข่ายการเรียนรู้ของสถาบันการศึกษา องค์กรภาครัฐ และเอกชน เป็นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน เช่น บริการข่าวสาร ข้อมูล ต่างๆ เพื่อเป็นแหล่งความรู้ให้ผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้าได้ด้วยตนเอง
               3. การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียน ควรจะจัดหลักสูตรในลักษณะของการบูรณาการ สอดคล้องกับวิถีชีวิตและประสบการณ์ของผู้เรียน เพื่อ เสริมทักษะ ความรู้ และพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน โดยให้ถือการงาน หรือ ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
               4. หลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิตจะต้องครอบคลุมบทบาทของมนุษย์ ตั้งแต่เกิดจนตายตั้งแต่ชีวิตส่วนบุคคล ครอบครัว การงาน การพักผ่อน สังคม
การเมือง เศรษฐกิจ ฉะนั้นจะต้องพัฒนาให้มีเครื่องมือที่จะเรียนรู้ สามารถใช้แหล่งวิทยาการ มีแรงจูงใจที่จะคิดศึกษาหาความรู้ไปตลอดชีวิต
               5. การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยจะต้องเกื้อกูลกัน สังคมจะต้องส่งเสริมให้มีแหล่งวิชาที่ทุกคนมีโอกาสใช้สื่อทุกประเภท และศึกษา หาความรู้จากแหล่งต่างๆ อาทิ ห้องสมุด วิทยุ โทรทัศน์ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ
แนวคิดการศึกษาตลอดชีวิตได้นำไปใช้โดยจัดการศึกษาตลอดช่วงอายุของบุคคลในรูปแบบต่างๆ ทั้งในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียน และการ
ศึกษาตามอัธยาศัย ทั้งนี้จะต้องปรับโครงสร้างขององค์กรที่จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย หลักการศึกษาตลอดชีวิตโดยยึดการบูรณาการความเสมอ
ภาค ความเป็นประชาธิปไตย และความสอดคล้องกับวิถีชีวิต
คำค้น
การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
การศึกษานอกระบบโรงเรียน (Non - Formal Education)
การศึกษาในโรงเรียน (Formal Education)
การศึกษาตามอัธยาศัย (Informal Education)
การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self - Directed Learning)

                                                                              
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://dnfe5.nfe.go.th/ilp/liciti/longlife.html

ความภาคภูมิใจ ของ งานอัธยาศัย กศน.รัษฎา


ความรู้อาเซียน


วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

กลุ่มงานการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงาน กศน.จังหวัดตรัง ขอเปิดตัว Blogger กลุ่มงานสำหรับเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่หลากหลาย ทั้งสาระเพื่อสุขภาพอานามัย ด้านการประกอบอาชีพ แหล่งท่องเที่ยว ภูมิปัญญา ประเพณีวัฒธรรมท้องถิ่น ของจังหวัดตรัง และนำเสนอผลการดำเนินงานการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย