หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

นศ.กศน.ตรังเจ๋ง! คิดสิ่งประดิษฐ์พิชิตแมลงสาบ คว้าเหรียญทองโครงงานวิทย์ระดับประเทศ

นศ.กศน.ตรังเจ๋ง! คิดสิ่งประดิษฐ์พิชิตแมลงสาบ คว้าเหรียญทองโครงงานวิทย์ระดับประเทศ

นศ.กศน.ตรังเจ๋ง! คิดสิ่งประดิษฐ์พิชิตแมลงสาบ คว้าเหรียญทองโครงงานวิทย์ระดับประเทศ
       ตรัง - ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา และ กศน.ตรัง สนับสนุนนักศึกษาจัดทำโครงงานสิ่งประดิษฐ์พิชิตแมลงสาบ คว้ารางวัลเหรียญทองโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทสิ่งประดิษฐ์ระดับประเทศ ประจำปี 2556 เพื่อลดการใช้สารเคมี และปลอดภัยต่อสุขภาพของมนุษย์
       
       วันนี้ (12 ธ.ค.) น.ส.มนต์สุดา เกรียงไกร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดตรัง กล่าวว่า ได้ร่วมกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อ.วังวิเศษ จัดทำโครงงานสิ่งประดิษฐ์พิชิตแมลงสาบขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการแก้ปัญหา และลดการแพร่ระบาดของโรค โดยการทำงานร่วมกันระหว่างครูที่ปรึกษา กับ 3 นักศึกษาคนเก่ง คือ น.ส.สรัลชนาพล สมสาย น.ส.ธนวรรณ กาลมาสม และ น.ส.กรกร แสงแก้ว ด้วยแนวคิดคือ ลดการใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงสาบ และปลอดภัยต่อสุขภาพของมนุษย์
       
       ทั้งนี้ ได้มีการนำวัสดุเหลือใช้ประเภทขวด และพลาสติกมาประดิษฐ์คิดค้นจนได้ผลงานอันยอดเยี่ยมในระดับ จ.ตรัง ไม่ว่าจะเป็นขวดโหลพลาสติก ขวดน้ำพลาสติก และกรวยเยลลี่ปีโป้พลาสติก ด้วยการเจาะส่วนท้ายของขวดโหลพลาสติกให้มีระยะรัศมีห่างเท่ากัน และมีความกว้างของรูเท่ากัน จำนวน 5 ด้าน เพื่อใช้เป็นเส้นทางเข้าของแมลงสาบ แล้วนำกรวยเยลลี่มาตัดส่วนท้ายให้เป็นแฉกๆ คล้ายกับงากับดัก ของเครื่องมือจับสัตว์น้ำประเภทไซดักปลา ก่อนสวมลงไปในขวดโหลพลาสติกตามช่องที่เจาะเอาไว้ทั้ง 5 ด้าน
       
       จากนั้น นำขวดน้ำพลาสติกชนิดสี่เหลี่ยมมาตัดแต่งให้มีขนาดเท่ากัน แล้วใช้ปืนกาวพลาสติกเชื่อมต่อระหว่างกรวยเยลลี่กับปากขวดน้ำพลาสติกให้แน่นสนิท ก่อนเปิดฝาขวดโหลพลาสติก แล้วใส่เศษอาหาร โดยเฉพาะน้ำตาล ขนมปัง หรือแมลงสาบเพศเมียลงไป เพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อ และนำไปวางตามจุดต่างๆ ที่แมลงสาบชอบเดินผ่าน หรืออาศัยอยู่ ซึ่งผลการทดลองพบว่า สิ่งประดิษฐ์ชนิดนี้สามารถดักจับแมลงสาบได้เฉลี่ยวันละ 10 ตัว อีกทั้งยังนำไปดัดแปลงเป็นเครื่องมือดักมด และแมลงอื่นๆ ได้ดีอีกเช่นกัน
       
       นายสุรวุฒิ ขันธ์คง ผอ.กศน.วังวิเศษ กล่าวว่า สิ่งประดิษฐ์พิชิตแมลงสาบทำขึ้นโดยใช้ต้นทุนน้อย แค่ชุดละ 30 บาท หรืออาจจะน้อยกว่านี้ด้วยซ้ำหากไปขอวัสดุเหลือใช้มาได้ฟรี ขณะที่ผู้คนทั่วไปก็สามารถเรียนรู้ขั้นตอนการทำได้รวดเร็ว นับเป็นการกำจัดแมลงสาบที่ประหยัด ปลอดภัย และช่วยลดโลกร้อน เพราะมีการนำวัสดุประเภทพลาสติกซึ่งย่อยสลายได้ยากมาประดิษฐ์ให้เกิดผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน จนส่งผลให้ได้รับรางวัลเหรียญทองในการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทสิ่งประดิษฐ์ระดับประเทศ ประจำปี 2556

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ทำไม...โลกยุคใหม่ทำคนห่างไกลเซ็กซ์

ทำไม...โลกยุคใหม่ทำคนห่างไกลเซ็กซ์

นสพ.มติชน

สนับสนุนเนื้อหา


ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทำการสำรวจชายหญิงชาวอังกฤษจำนวนกว่า 15,000 คน ในวัย 16-44 ปี พบว่า คนกลุ่มดังกล่าวมีเพศสัมพันธ์น้อยลงกว่าการสำรวจ 2 ครั้งก่อนหน้านี้ โดยทีมวิจัยระบุว่าสาเหตุหลักๆ เกิดจากความกังวลทางการเงินและสื่อสังคมออนไลน์ที่ดึงความสนใจของกลุ่ม ตัวอย่างไป
ผลสำรวจพฤติกรรมทางเพศครั้งล่าสุด ในปี 2555-2556 ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารแลนเซ็ต แสดงให้เห็นว่าคนในยุคปัจจุบันมีกิจกรรมทางเพศลดลงเหลือไม่ถึง 5 ครั้งต่อเดือน น้อยลงกว่าที่เคยเป็นจากการสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมทางเพศแห่งชาติ ที่เคยสำรวจเมื่อปี 2533-2534 และปี 2542-2544 ซึ่งพบว่าประชากรมีเพศสัมพันธ์มากกว่า 6 ครั้งต่อเดือน
ผลสำรวจ ครั้งล่าสุดพบว่าผู้ชายมีกิจกรรมทางเพศลดลงเหลือ 4.9 ครั้งต่อเดือน ขณะที่ผู้หญิงมีกิจกรรมราว 4.8 ครั้งต่อเดือน ขณะที่เด็กวัยรุ่นที่มีก่อนวัย 16 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 31 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับการสำรวจครั้งก่อนที่พบเพียง 29 เปอร์เซ็นต์ โดยผลสำรวจยังพบด้วยว่าคู่รักในวัย 16-44 ปีอาจใช้สื่อลามกออนไลน์ทดแทนกิจกรรมทางเพศจริงๆ อีกด้วย
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า หญิง 42 เปอร์เซ็นต์ และชาย 60 เปอร์เซ็นต์ ในวัย 65-74 ปี เคยมีกิจกรรมทางเพศในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มตัวอย่างวัยไม่เกิน 44 ปี ผู้ชายมีคู่รักเฉลี่ย 11.7 คน ขณะที่ผู้หญิงมีคู่รัก 7.7 คนตลอดช่วงชีวิต
ดอกเตอร์ คาธ เมอร์เซอร์ หัวหน้าทีมวิจัย ระบุถึงผลสำรวจดังกล่าวว่า สาเหตุที่พบว่าประชากรมีกิจกรรมทางเพศลดลงเนื่องจากความกังวล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องการเงิน นอกจากนั้นทีมวิจัยก็คิดด้วยว่าเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันอาจอยู่เบื้องหลัง ปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันแทบจะทุกคนที่มีแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ใช้ในการเล่นทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ตอบอีเมล์ในห้องนอนได้

9 เรื่องที่คิดกันว่าเซ็กซี่แต่ที่แท้ทำหมดอารมณ์!

ลีลาที่คิดกันว่าเซ็กซี่ที่เห็นในหนังหรืออ่านเจอในหนังสือ อาจใช้ไม่ได้ในชีวิตจริง และทำให้ผู้ชายหมดอารมณ์! ลองมาดูซิว่าทริกแบบไหนที่ไม่ได้ทำให้เขาเกิดอารมณ์ แล้วมาเปลี่ยนใช้วิธีการที่ได้ผลแทน
1. แต่งหน้าจัด ผู้ชายอาจชอบผู้หญิงสวยชวนมอง แต่ถ้าทาปากแดงแบบมาริลีน มอนโร จับคู่กับสโม้กกี้อายส์พร้อมรองพื้นแบบจัดเต็ม ชายหนุ่มของคุณอาจจะตาค้างด้วยความตกใจมากกว่าชอบใจ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ รสนิยมที่ดีทำให้ผู้ชายสนใจได้ แต่อะไรที่เว่อเกินไปก็จะทำให้พวกเขาหัวหดและอยากหนีให้ห่าง จำไว้ว่าน้อยคือมาก พยายามทำให้คุณดูดีในแบบที่เหมือนไม่ได้แต่ง ทั้งที่อาจแต่งแทบเป็นแทบตายก็ได้
2. นัดเวลามีเซ็กซ์ การส่งข้อความเชิญชวนอาจทำให้ชายหนุ่มของคุณหัวใจเต้นแรง แต่การบอกเวลาลงไปด้วย จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันไปซะ ข้อความประเภท “รอคุณกลับมาบ้านคืนนี้ รับรองจัดเต็ม” หรือ
“หลังเล่นโยคะเสร็จ ฉันก็เป็นของคุณแล้วคืนนี้” ทำให้เซ็กซ์กลายเป็นเรื่องคาดเดาได้ ที่อาจทำให้ความตื่นเต้นของผู้ชายหดหายไป ถึงแม้การหาเวลาเพื่อมีเซ็กซ์จะเพิ่มโอกาสของคุณในการมีเซ็กซ์ แต่ให้คิดเรื่องเวลาเอาไว้ในใจเท่านั้น และให้ข้อความของคุณไม่ต้องเจาะจงนักก็ได้ เช่น “กำลังรอจะได้อยู่กับคุณเร็วๆ นี้”
3. ปิดไฟ มันมีเหตุผลที่ผู้ชายชอบดูฟุตบอลแบบเอชดีนะ ผู้ชายเป็นเพศที่ชอบใช้สายตา พวกเขาก็เลยอยากจะเห็นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในระหว่างมีเซ็กซ์ การจุ๊กกรูกันท่ามกลางความมืดอย่างเดียว อาจทำให้เขาคิดว่าคุณสนใจเรื่องรูปโฉมตัวเองมากกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้น และความไม่มั่นใจของคุณก็อาจทำให้เขาเหี่ยวได้นะ ถ้าคุณไม่ค่อยสบายใจท่ามกลางแสงจ้าๆ ก็ลองหาห้องที่มีดิมเมอร์สามารถหรี่แสงไฟได้ หรือจุดเทียนแทน
4. ข่วนหลังเขา สิ่งที่ดูชวนวาบหวิวในหนัง อาจเป็นความเจ็บปวดนอกจอซะมากกว่า ความเร่าร้อนของช่วงเวลานั้นอาจอาจทำให้คุณอยากตะปบเขา แต่ก็ระวังอย่าฉีกเนื้อเขาเป็นชิ้นๆ ล่ะ แทนที่จะจิกเล็บลงบนเนื้อเขา เปลี่ยนมาใช้ปลายนิ้วและมือลูบไล้ไปทั่วร่างเขาดีกว่า บีบเขาหนักๆ เวลาที่เขาทำถูกใจ เพื่อให้เขามีกำลังใจจะทำต่อไปด้วย
5. เสแสร้ง การออกัสซั่มไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้หญิงหรอกนะ ที่จริงแล้ว ผู้หญิงโดยเฉลี่ยใช้เวลาราว 20 นาทีกว่าจะเสร็จสม แล้วใครจะมีเวลามากขนาดนั้นล่ะ ผู้หญิงส่วนมากก็เลยคิดว่าพวกเธอต้องทำให้แฟนรู้สึกดี ด้วยการแสดงให้เห็นว่าเธอเสร็จสมแล้ว แต่ผู้ชายจะมองว่าคุณไม่จริงใจ ถ้าผู้ชายรู้สึกว่าคุณโกหกเขาในช่วงเวลาแห่งการแนบชิดเช่นนี้ เขาอาจสงสัยว่าเขามีความหมายกับคุณแค่ไหน ฉะนั้น แสดงให้เขารู้เวลาที่เขาทำให้คุณเกิดอารมณ์ แต่อย่าเสแสร้งในตอนท้ายสุดถ้ามันไม่เกิดขึ้นจริงๆ
6. ไม่ใส่ชุดชั้นใน การไม่ใส่กางเกงในเป็นบางคราวตอนออกเดตเป็นเรื่องเซ็กซี่ แต่การไม่ใส่กางเกงในตลอดเวลานั้นมากเกินไป เพราะมันทำให้คุณดู “ง่ายเกินไป” ใช้ทริกนี้เป็นครั้งคราวเวลาออกเดต เพื่อทำให้คนที่คุณตั้งใจยั่วยวนเกิดอารมณ์ แต่อย่าทำแบบนี้ในชีวิตประจำวันเลย…ขอร้อง!
7. เมา นักโฆษณามักชอบจับคู่แอลกอฮอล์กับหญิงสาวหน้าตาดี ที่ส่งสารออกเหมือนว่าการเมานั้นเป็นเรื่องเซ็กซี่ ในขณะที่เหล้าอาจทำให้คุณผ่อนคลาย แต่ก็ระวังอย่าใช้มันมากเกินไป เวลาที่ผู้หญิงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ มันจะทั้งน่าอายและไม่เร้าใจเลย ไม่มีอะไรเซ็กซี่เวลาที่ชายหนุ่มของคุณต้องคอยประคองคุณไม่ให้ลงไปกองกับพื้น!
8. เล่นบทสาวผู้น่าสงสาร ผู้หญิงบางคนชอบคิดว่าการทำตัวเป็นสาวผู้น่าสงสารจะทำให้ผู้ชายรู้สึกอยากปกป้อง แต่คนรักของคุณอาจมองคุณว่าเป็นคนที่ต้องพึ่งพิงแต่คนอื่นหรือไม่ฉลาดนัก ซึ่งอาจทำให้เขาอยากเผ่นหนี เพราะไม่มีผู้ชายคนไหนอยากเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ให้เขาได้ช่วยเหลือคุณในเวลาที่คุณต้องการจริงๆ สำหรับสถานการณ์ที่ยุ่งยาก เพราะผู้ชายชอบการแก้ปัญหา แต่ถ้าคุณสามารถทำอะไรเองได้บ้าง ก็ทำเถอะ
9. เล่นบทผู้กำกับ มันต่างกันนะระหว่างการกล้าแสดงออก กับการเป็นผู้ควบคุมในเรื่องบนเตียง บอกเป็นนัยๆ ในสิ่งที่คุณต้องการ แต่อย่าทำให้เขารู้สึกว่าคุณกำลังควบคุมเขาทุกย่างก้าว การทำตัวเป็นเจ้านายไม่เซ็กซี่แม้แต่น้อย แค่พูดเวลาที่เขาทำอะไรถูกใจ เขาจะได้แน่ใจว่าเขามาถูกทางแล้ว
ภาพประกอบจาก http://www.photos.com/
lisamagขอขอบคุณwww.lisaguru.comผู้สนับสนุนเนื้อหา

ออกกำลังกายง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน

ออกกำลังกายง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน

Looker สนับสนุนเนื้อหา

ออกกำลังกายง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน
EASY EXERCISE FOR LAZY
RAINY SEASON
หน้าฝนที่ทั้งเฉอะแฉะ ไหนจะรถติดแบบนี้ หลายๆคนต้องมีอาการขี้เกียจออกไปฟิตเนสแน่นอน แต่จะพักการมากินๆ นอนๆ ก็ไม่ใช่เรื่อง ดังนั้น มารื้อฟื้นท่าออกกำลังกายพื้นฐาน ง่ายๆ ทำได้ที่บ้านกันเลย.....

1. Sit up

ท่านี้เพิ่มความแข็งแกร่งและกระชับกล้ามเนื้อส่วนหลังและหน้าท้อง 100-200 Times
2. Bicycle Crunches
ท่านี้ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและกระชับของกล้ามเนื้อขา และหน้าท้องโดยประสานมือที่ท้ายทอย แล้วงอขาด้านหนึ่งไว้ แล้วค่อยๆ เหยียดขาอีกข้างออกไปจนสุดแล้วทำอีกข้าง นับเป็น 1 Set
3. Reverse Crunches
คล้ายการทำซิทอัพท่าปกติ แต่ให้ยกขางอตัวเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อขา หน้าท้อง และกล้ามเนื้อส่วนหลัง 50-150 Times
4. ท่า Planks
ท่านี้ช่วยกระชับและเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแขน หน้าท้อง แผ่นหลัง และขา 50-100 Times
5. ท่า Hip Trusts
กระชับสะโพก ต้นขา และหน้าท้องด้วยการนอนราบ ยกขาตั้งทำมุมฉากกับพื้น ค่อยๆยกสะโพกขึ้น ลง ดังรูป 50-100 Times

วิ่งจ๊อกกิ้งช่วยอายุยืน

วิ่งจ๊อกกิ้งช่วยอายุยืน

Voice tv
สนับสนุนเนื้อหา


วิ่งจ๊อกกิ้งช่วยอายุยืน
ผลวิจัยใหม่พบว่าการวิ่งจ๊อกกิ้งเป็นประจำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยยืดชีวิตให้มีอายุยืนขึ้นหลายปี
ผลการวิจัยใหม่นี้ถูกเปิดเผยขึ้นในงานสัมมนาสุขภาพหัวใจ ซึ่งเป็นผลงานของ Copenhagen City Heartที่ทำการศึกษาสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีกว่า 19,000 คนตั้งแต่ปี 1976 เกี่ยวกับโรคทางหัวใจและภาวะเส้นเลือดหัวใจอุดตัน ซึ่งได้มีการศึกษาเกี่ยวกับการวิ่งจ๊อกกิ้งว่าแท้จริงแล้วเป็นกิจกรรมเสริมสุขภาพหรือเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของหัวใจเนื่องจากการออกกำลังมาก
ผลจากการศึกษาพบว่าการวิ่งจ๊อกกิ้งเป็นประจำ จะช่วยยืดอายุชีวิตให้กับผู้ชาย 6.2 ปี และ 5.6 ปีสำหรับผู้หญิง
ผู้ศึกษาพบว่า การวิ่งจ๊อกกิ้งที่เหมาะสม คือการใช้เวลาระหว่าง 1 ถึง 2 ชม.ครึ่งต่อสัปดาห์ในการวิ่งจ๊อกกิ้งซึ่งอาจแบ่งเวลาในการวิ่งเป็น 2 หรือ 3 ครั้งต่อสัปดาห์
การแอโรบิกเช่นการวิ่งจ๊อกกิ้งนี้ พบว่าให้ผลดีกว่าการออกกำลังกายต้านแรงต่างๆ เพื่อลดความอ้วนซึ่งอาจสร้างความบาดเจ็บให้แก่ร่างกายได้ง่ายและร้ายแรงกว่า
นอกจากนี้ยังมีการพบว่า ผู้ที่ออกกำลังกายประเภทแอโรบิกเป็นประจำถึงช่วงวัยกลางคน จะช่วยชะลอความชราลงได้สูงถึง 12 ปี และทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉงในช่วงวัยชราได้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ

6 วิธีสร้างการออกกำลังกายให้เป็นนิสัย


6 วิธีสร้างการออกกำลังกายให้เป็นนิสัย

6 วิธีสร้างการออกกำลังกายให้เป็นนิสัย
เป็นยังไงบ้างครับหนุ่มๆ ผู้รักสุขภาพทุกท่านกับช่วงเดือนปลายปี และเป็นช่วงวันสร้างสุขภาพแห่งชาติแบบนี้  เดือนนี้หันมามอบความรักให้กับตัวเองด้วยการมอบสุขภาพที่ดีเป็นของขวัญกันดีกว่าครับ กับเคล็ดไม่ลับในการกายให้เป็นนิสัยทั้ง 6 วิธี ที่จะทำให้คุณเสพติดการออกกำลังกายอย่างถอนตัวไม่ขึ้น (ถ้าทำได้นะ)

1.เลือกวิธีออกกำลังกายที่ชื่นชอบ
ความจำเป็นข้อแรกที่ต้องทำเพื่อการออกกำลังกายให้เป็นนิสัย นั่นคือการสร้างแรงบันดาลใจก่อนเลยครับ และแรงบันดาลใจเหล่านี้ก็จะมาจากการเลือกชนิดหรือประเภทของการออกกำลังกายเป็นอย่างแรก เช่นคนที่ชอบว่ายน้ำก็ไปว่ายน้ำ ชอบเตะฟุตบอลก็ไปเตะ ชอบเล่นบาสเก็ตบอลก็ไปเล่นเพราะการออกกำลังทุกชนิดก็สามารถสร้างสุขภาพได้เหมือนๆ กัน ไม่จำเป็นต้องไปเข้ายิม เล่นฟิตเนส ก็สามารถออกกำลังกายได้ บางคนไม่ได้ชอบการยกน้ำหนัก ไปฝืนยก ทำได้ไม่นานก็เบื่อครับ ดังนั้นตั้งเป้าด้วยการเลือกสิ่งที่เราชอบจะดีที่สุด
2.บอกทุกคนรอบข้างตัวคุณว่า คุณจะออกกำลังกายให้เป็นนิสัย
มุมมองของคนรอบข้างเป็นสิ่งที่สำคัญนะครับ ทั้งคำชม คำติ มีผลหมด ถ้าคุณพูดไปแล้วออกกำลังกายจนติดเป็นนิสัยได้จริงๆ เพื่อนๆ หรือครอบครัวก็จะมองว่าคุณทำตามที่พูดได้ มองคุณในแง่ดี แต่ทางกลับกันถ้าคุณเหลาะแหละไม่ทำตามที่ตั้งใจไว้ คำครหาที่เกิดขึ้นจากคนรอบข้างก็อาจเปลี่ยนเป็นพลังให้คุณทำตามที่พูดไว้ได้ครับ และที่สำคญหากการออกกำลังกายของคุณทำให้คุณดูดีขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ บางทีคนรอบต้วคุณอาจจะหันมาออกกำลังกายตาม กลายเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ไปอีกคนก็ได้
3.เริ่ม ท.ท.ท. (ทำทันที)
ถ้าตั้งใจจะทำจริงๆ ก็ต้องทำทันทีครับอย่ามัวรีรอหรือผัดวันประกันพรุ่งอยู่ ทำในขณะที่ไฟแรง ความตั้งใจสูงนี่แหละดีที่สุด ตั้งใจ จริงจังเข้าไว้ เพราะต้องจำไว้ว่าเรื่องของการออกกำลังกายไม่มีใครสามารถมาบังคับคุณได้ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของตัวคุณเองล้วนๆ ครับ
4.พยายามออกกำลังกายทุกเช้าและก่อนกลับบ้าน
การออกกำลังกายตอนเช้าในโลกที่ยุ่งเหยิงดูจะเป็นอะไรที่ลำบากซักนิดสำหรับหนุ่มออฟิศมนุษย์เงินเดือน (อย่างผม) นะครับ แต่ถ้าสามารถเจียดเวลา นอนให้เร็วขึ้น ตื่นให้เช้าขึ้นเพื่อเอาเวลาที่ตื่นเร็วกว่าเดิมมาออกกำลังกายได้ซักนิดจะดีมาก เพราะการออกกำลังกายตอนเช้าจะช่วยให้คุณสดชื่น ตื่นตัวตลอดทั้งวัน แถมช่วงเวลาหลังตื่นนอนยังเป็นช่วงเวลาที่คุณมีพละกำลังเหลือเฟือที่สุดอีกด้วย ส่วนการแวะออกกำลังกายก่อนกลับบ้านก็เป็นตัวเลือกสองรองลงมาจากช่วงเช้า ทางที่ดีควรทำคู่กันไปนะครับ เพราะถ้าคุณกลับถึงบ้านเมื่อไหร่ กะจิตกะใจที่อยากจะออกกำลังกายคงหาได้ยาก เพราะอยากจะทิ้งตัวลงนอน พักผ่อนท่าเดียว จริงไหมครับ น้อยคนที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้ามาออกกำลังกายเมื่อถึงบ้านแล้ว
5.จดสิ่งต่างๆ ที่ทำและสังเกตุถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำในทุกวันเกี่ยวกับการออกกำลังกาย จดไว้ให้หมดครับ ทั้งเวลาที่ออกกำลัง วันนี้ 15 นาที วันนี้ครึ่งชั่วโมง วันนี้มาออกกำลังกายตอนกี่โมง น้ำหนักตัวลดลงเท่าไหร่ ฯลฯ เพราะการจดบันทึกสิ่งต่างๆ จะช่วยให้คุณรู้ถึงความสามารถของตัวเอง และยังท้าทายตัวเองได้อีกต่อหนึ่งว่าจะสามารถทำได้ดีกว่าเดิมไหม ต่อจากการจดแล้วก็หันมาสังเกตุร่างกายกันอย่างต่อเนื่องครับว่า เสื้อผ้าหลวมกว่าเดิมไหม ยกน้ำหนักได้มากครั้งกว่ารึเปล่า อาการเหนื่อยน้อยลงรึเปล่า เพื่อนๆ พูดว่าคุณผอมลงไหม ฟิตเฟิร์มขึ้นไหม ทุกอย่างจะส่งผลให้คุณกระต้นความรู้สึกตัวเองให้อยากออกกำลังได้มากขึ้น
6.ตั้งเป้าหมายให้รางวัลกับตัวเอง
สุดท้ายลองตั้งเป้าดูครับว่าคุณจะให้รางวัลอะไรกับตัวเองถ้าผ่านเงื่อนไขบางสิ่งบางอย่างได้ ยกตัวอย่างถ้าคุณลดน้ำหนักได้ 3 กิโลจะเปลี่ยนชุดแต่งรถใหม่ ถ้าลดได้ 10 กิโลจะซื้อ NoteBook เครื่องใหม่ให้เป็นรางวัลชีวิตตัวเอง อย่างนี้เป็นต้น เพราะการตั้งเป้าหมายเป็นรางวัลให้ชีวิต จะสามารถสร้างแรงฮึดในการออกกำลังกายได้ดีขึ้นเยอะเลยครับ ไม่เชื่อก็ลองดู ยิ่งถ้ามีผู้คุมกฏในบ้านช่วยเหลือด้วย เช่นช่วยเก็บเงินที่จะนำไปซื้อรางวัลชีวิตชิ้นนั้นไว้ยิ่งดีใหญ่เลยครับ จะได้ไม่แพ้คำว่ากิเลศก่อนไง รับรองได้สุขภาพดีสมใจกันถ้วนหน้า

ขอขอบคุณ : 
ChicMinistry
ผู้สนับสนุนเนื้อหา

4 วิธีกินให้ผอมอย่างด่วน!

4 วิธีกินให้ผอมอย่างด่วน!



ChicMinistry
สนับสนุนเนื้อหา


4 วิธีกินให้ผอมอย่างด่วน!
การทานอาหารถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดความสุขที่มนุษย์ทุกคนทุกเพศทุกวัยขาดไม่ได้ วันหนึ่งอย่างน้อย 3 มื้อ (ในกรณีที่คุณตื่นสายหลังจาก Hang มาอย่างหนักก็อาจเหลือแค่ 2) ที่ต้องมีอาหารตกถึงปากลงไปถึงท้องคุณอย่างแน่นอน ยิ่งกรณีที่ได้แบบตามใจปากยิ่งสุขสุดๆ แต่สิ่งที่ตามมาก็คือน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ถึงเป็นผู้ชายก็ต้องใส่ใจในสุขภาพจุดนี้มากไม่แพ้สาวๆ นะครับ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บที่จะตามมาอีกเพียบ ถ้าคุณเป็นอีกคนที่มีปัญหาเรื่องนี้อยู่ ไม่ต้องไปพึ่งสถาบันลดน้ำหนักที่ไหนครับ พึ่งตัวเองนี่แหละดีที่สุด และในวันสร้างสุขภาพแห่งชาติแบบนี้ มาดู 4 หลักในการทานอาหารเพื่อลดน้ำหนักอย่างด่วนกันดีกว่า

ระวังสีแดงและสีเหลือง
ในที่นี้ไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ผมสาบาน! จากงานวิจัยต่างๆ พบว่าสีแดงและสีเหลือง เป็นสีที่กระตุ้นความอยากอาหารของมนุษย์เราได้ดีที่สุด สังเกตจากโลโก้ร้านอาหารแนว Fast Food ต่างๆ สิครับ ใช้ทั้ง 2 สีนี้เป็นสีหลักในการออกแบบแลตกแต่งร้านทั้งนั้น และที่สำคัญส่วนใหญ่อาหารที่เต็มเปี่ยมไปด้วยไขมัน เช่นพวกของทอดต่างๆ ก็ล้วนมีสีเหล่านี้เหมือนกันทั้งนั้น ดังนั้นอย่าได้หลงไปกับสีสันทานอาหารประเภทนี้เข้าไปมากๆ นะครับ เคล็ดไม่ลับอีกข้อก็คือเวลาทำอาหารทานเองที่บ้านพยายามใช้ภาชนะที่มีสีฟ้าเป็นหลักจะดีที่สุด เพราะสีฟ้าเป็นสีที่ช่วยยับยั้งความหิวและอยากอาหารนั่นเอง

ท่องให้ขึ้นใจ "สลัดผัก"
เป็นอาหารหลักของเรา โดยเฉพาะมื้อเย็นที่ร่างกายไม่ต้องใช้พลังงานอะไรมากแล้ว สลัดผักนับเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคนที่อยากลดน้ำหนักครับ ถึงการทานเพียงแต่ผักจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างมาก แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือ Option เสริมนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นหมูทอด, ไข่ต้ม หรืออะไรก็ตามที่มักจะมีพ่อค้าแม่ค้ามาขายคู่สลัด นั่นก็ไม่ทำให้คนที่อยากจะลดน้ำหนักได้ประโยชน์แต่อย่างใด และที่สำคัญอีกข้อระวังน้ำสลัด เลือกให้ดีๆ นะครับ เพราะในน้ำสลัดแต่ละชนิดก็มีทั้งไข่ทั้งน้ำมันเป็นส่วนประกอบ หาน้ำสลัดที่ขายตามห้างที่มีคำว่า Low Fat ติดอยู่ด้วยจะดีที่สุด

ทานเล่นเป็นประโยชน์
การทานอาหารจุกจิกหลังการรับประทานอาหารมื้อหลัก เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่แล้วในการลดน้ำหนักครับสิ่งนี้ผมเชื่อว่าทุกคนรู้ดี แต่สำหรับคนที่ติดเป็นนิสัย เราก็สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เคยกินเล่นพวก Junk Food ขนมกรุบกรอบทั้งหลายมาเป็นของกินเล่นแบบชิวๆ ได้ครับ นั่นก็คือพวกผัก ผลไม้ต่างๆ นั่นเอง ยิ่งนำมาแช่เย็นให้แข็งซักนิด ทานพร้อมกับดูหนังดูละครอยู่กับบ้านได้เพลินไม่แพ้ป็อปคอร์นเลยนะ

น้ำสมสายชูช่วยได้
ในที่นี้เราไม่ได้บอกให้คุณกระดกน้ำส้มสายชูเป็นขวดๆ หรือรินเป็นช้อนทานหลังอาหารหรือดื่มแทนน้ำนะครับ แต่เนื่องจากกรดอะซิติกที่มีอยู่ในน้ำส้มสายชูมีส่วนช่วยอย่างมากในการผลิตเอ็นไซม์ที่จะช่วยสลายไขมัน ดังนั้นก่อนจะทานอาหารอะไรก็ตามที่สามารถปรุงแต่งรสชาติได้ ให้ใส่น้ำส้มสายชูลงไปด้วยซัก 1-2 ช้อนชา จะเป็นสลัดผักก็ได้นะครับ รสชาติอาจจะแปลกๆนิดหน่อย แต่รับรองว่าช่วยได้จริงๆ ยิ่งถ้าคุณเป็นพ่อครัวที่ทำอาหารทานเองที่บ้านอยู่แล้วยิ่งสบายครับ

ทั้ง 4 หัวข้อที่ว่ามาทั้งหมดแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากครับ เพียงแต่อาจต้องใช้ความตั้งใจอย่างสูงเท่านั้นเอง แต่สิ่งที่ห้ามเด็ดขาดก็คือ อย่าอดอาหารนะครับ ทานอย่างปกตินั่นแหละ เพียงแต่ทำตามที่เราแนะนำก็พอ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้าครับ

10 วิธีแก้อาการเมาค้างแบบง่ายๆ


10 วิธีแก้อาการเมาค้างแบบง่ายๆ


10 วิธีแก้อาการเมาค้างแบบง่ายๆ
หลายคนชอบความสนุกสนาน และก็ไม่พ้นการดื่มพวกของมึนเมา จนบางครั้ง ดื่มมากจนเกิดอาการเมาไม่รู้เรื่อง จนไม่อยากจะกินในครั้งต่อไป แต่หมดกังวลไปเลยเพราะเรามีวิธีแก้อาการเมาค้างแบบง่าย ๆ มาแนะนำ 

1. ดื่มน้ำเปล่ามากๆ

ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ทั้งวัน เพื่อให้ความเป็นพิษหมดไปโดยเร็ว

2. ดื่มน้ำหวาน

ดื่มน้ำหวาน เช่น น้ำส้ม (น้ำอัดลม) เครื่องดื่มเกลือแร่ น้ำหวานต่างๆ เพื่อชดเชยเกลือแร่ที่สูญเสียไป และช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น

3. ดื่มน้ำผลไม้
ดื่มน้ำผลไม้คั้นที่มีรสเปรี้ยวจัด แก้ไขการอาเจียน เช่น น้ำส้ม หรือน้ำมะนาว

4. ดื่มน้ำผลไม้สดๆ
ดื่มน้ำผลไม้สดๆ หรือผลไม้สดแช่เย็นฉ่ำ ช่วยล้างและแก้อาการ เพื่อชดเชยวิตามินซี เพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือด ชดเชยพลังงานที่ร่างกายต้องการ อันจะทำให้ร่างกายสดชื่น (ควรใช้เครื่องคั้นน้ำผลไม้แยกกากยกเว้นบางชนิดที่ควรใช้เครื่องปั่น)

5. สูดกลิ่นหอม
สูดกลิ่นหอม โดยใช้น้ำมันหอมระเหย ว่างไว้ในห้องเผื่อผ่อนคลาย จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น

6. ดื่มนมอุ่นๆ
ดื่มนมอุ่นๆ ทีเดียวให้หมดแก้ว แต่ไม่ควรดื่มมากอาจจะอาเจียนหนักขึ้นได้

7. ค่อยจิบเครื่องดื่มร้อนๆ
ค่อยจิบเครื่องดื่มร้อนๆ เช่น น้ำชา ชามะนาว ส่วนกาแฟอย่าดื่ม ขณะเมาค้าง เนื่องมาจากกาแฟมีคาเฟอีน เมื่อดื่มเข้าไปจะทำให้ร่างกายขาดน้ำมากขึ้น

8. อย่าปล่อยให้ท้องว่าง
อย่าปล่อยให้ท้องว่าง พยายามรับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว ไม่ควรกินอาหารที่มีไขมัน หรือมีรสจัดมากเกินไป เพราะจะไปกระตุ้นให้เกิดอาการอาเจียนมากขึ้น

9. ไม่ควรนอนจมอยู่บนเตียงทั้งวัน
ไม่ควรนอนจมอยู่บนเตียงทั้งวัน ควรจะลุกขึ้นมา สูดอากาศบริสุทธิ์ เพราะออกซิเจนจะช่วยให้เกิดกระบวนการเมตะบอลิซึมมากขึ้น ทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดลดลงจนรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่า มากขึ้น

10. ควรนอนหลับ

ควรนอนหลับ นอนพักผ่อนให้ได้อีกสักระยะหนึ่ง ก่อนไปทำงานประเภทขับรถหรือทำงานเครื่องจักรกล

ที่มา : http://www.toptenthailand.com/

ชั้นในสำคัญมาก (ชาย)


ชั้นในสำคัญมาก (ชาย)




ชั้นในสำคัญมาก
"ชั้นในนั้น สำคัญไฉน" ตอบได้ทันทีว่า "สำคัญมาก" เพราะชั้นในนั้นถือเป็นปราการด่านสุดท้ายที่สามารถยั่วยวนจินตนาการของอีกฝ่ายให้เพริดแพร้วขึ้นมาได้ นัยว่าสิ่งที่ถูกห่อหุ้มอยู่ข้างในจะมีหน้าเป็นอย่างไรหนอเมื่อถอดห่อออกไป แต่หนุ่มๆ ส่วนใหญ่มักไม่สนใจประเด็นนี้นัก เพราะสักแต่ว่าใส่เพื่อถอด จนไม่เหลืออะไรไว้ให้จินตนาการ งานนี้คุณจึงต้องเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ เพื่อเย้ายวนใจสาวๆ ด้วยกางเกงชั้นในหลากสไตล์ที่บ่งบอกเสน่ห์ในตัวคุณ
Bikini
ถ้าคุณเป็นหนุ่มที่ไม่ค่อยจะมั่นใจในรูปร่างของตัวเองนัก กางเกงในทรง Bikiniช่วยให้คุณดูดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยามอยู่ในสภาพกึ่งเปลือย เพราะBikini ถูกออกแบบมาให้ขอบเอวอยู่บริเวณสะโพกบน ขอบขาสูง (Hi-Cut) จึงช่วยให้คุณกลายเป็นหนุ่มที่ดูมีช่วงขายาวและน่าหลงใหล นอกเหนือจากทีส่วนใหญ่จะออกแบบให้กระชับบริเวณก้น และมัแผ่นหน้าที่สามารถรองรับบริเวณอวัยวะสำคัญให้สบายและพอเหมาะพอเจาะกับช่วงเวลาพิเศษของการขยายตัวพร้อมใช้งาน




Brief
Brief เป็นกางเกงในทรงสุภาพ ดีกรีความร้อนแรงและเย้ายวนทางเพศอาจจะน้อยกว่า Bikini อยู่หน่อย แต่ก็เหมาะอย่างยิ่งสำหรับหนุ่มๆ ที่ต้องการความกระชับและพอดีตัว Brief ถูกออกแบบมาให้มีขอบเอวสูง ดังนั้นถ้าคุณเป็นหนุ่มพุงย้อยจึงเหมาะกับกางเกงในทรงนี้ เพราะจะบดบังห่วงยางของหนุ่มๆ ได้ สาวๆ อาจจะสยองง่ายๆ ถ้าได้เห็นห่วงยางแบบเต็มๆ แต่ถ้าคุณมั่นใจว่าข้างในมีอะไรดีกว่า ก็ไม่จำเป็นต้องสูญเสียความมั่นใจ





Boxer
Boxer หรือกางเกงขาสั้น ไม่ได้มีไว้สำหรับเด็กแนวแต่เพียงกลุ่มเดียว แต่ยังเหมาะกับหนุ่มๆ ทุกคนที่ไม่ต้องการพันธนาการสำหรับอวัยวะสำคัญ น้องชายจะผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ถ้าสวมใส่ Boxer การใส่ Boxer ไม่เหมาะสำหรับหนุ่มๆ ที่ชอบออกกำลังกายนัก เพราะกางเกงจะไม่กระชับและทำให้เกิดปัญหาตามมา แต่เหมาะกับหนุ่มๆ ที่ชอบสวมยีนส์เป็นชีวิตจิตใจ เพราะเวลาสวมใส่จะกระชับพอดีกับส่วนสำคัญ นอกจากนี้ Boxer ยังเหมาะกับหนุ่มรูปร่างอวบ เพราะ Boxer ช่วยดึงความสนใจจากห่วงยางได้ และที่สำคัญมันยังช่วยเรื่องจินตนาการใต้หว่างขาได้เป็นอย่างดี

Boxer Brief
Boxer Brief คือกางเกงในแบบเต็มตัวที่เหมือนกางเกงขาสั้นแบบรัดรูป หรือกางเกงว่ายน้ำแบบเต็มตัว ส่วนใหญ่จะผลิตจากผ้ายืด Cotton ที่เบาสบาย จึงให้ความกระชับกับสัดส่วนของร่างกาย รวมทั้งช่วยเน้นอวัยวะสำคัญให้เด่นตระหง่านน่าสนใจ ยิ่งเมื่อได้จินตนาการถึงการลูบไล้บนเรือนร่างที่เรียบลื่นจนถึงอวัยวะที่สำคัญที่ถูกปกปิดไว้ด้วยปราการที่แน่นกระชับด้วยแล้ว ยิ่งยั่วยวนคววามต้องการได้เป็นอย่างดี หนุ่มๆ ที่ชอบสวมใส่กางเกงชั้นในแบบนี้จะรู้ว่าสาวๆ ชอบทำการลูบไล้




Special Tips
ถ้าต้องการให้ชั่วโมงรักของคุณยาวนาน กระตุ้นความต้องการของกันและกันได้เรื่อยๆ อย่าถอดหมดในขั้นตอนเดียว แต่ควรเหลือกางเกงชั้นในไว้ให้เธอจินตนาการและสนุกกับมัน
- ทดลองให้เธอสนุกกับอวัยวะสำคัญผ่านปราการหนึ่งชั้นของกางเกงชั้นใน ก่อนจะทักทายกันอีกครั้งแบบตัวต่อตัว ตาต่อตา แน่นอนว่าคุณเองก็ควรลองปฏิบัติกับเธอแบบนั้นเช่นกันเพื่อความเพลิดเพลิน
- กางเกงชั้นในสีขาวทำให้สาวๆ รู้สึกได้ถึงความสะอาด แต่นั่นหมายความว่าคุณเองก็ต้องใส่ใจกับความสะอาดระหว่างวันด้วย ยกเว้นถ้ากางเกงในสีขาวจะทำให้เธอเห็นคราบความสกปรกระหว่างวันเด่นชัดขึ้น คุณก็ควรเปลี่ยนตัวใหม่ก่อนลงสนามทันที
กางเกงชั้นในสีขาวช่วยยั่วยวนความต้องการได้ (โดยเฉพาะเวลาเปียกน้ำ) กางเกงชั้นในสีดำช่วยอำพรางรูปร่างและทำให้คุณมีเสน่ห์น่าค้นหา กางเกงชั้นในสีเนื้อช่วยให้ดูเป็นหนุ่มเซ็กซี่เล็กๆ แต่กางเกงชั้นในสีแดง เขียว เหลือง ส้ม ม่วง (สีฉูดฉาด) ไม่เหมาะกับหนุ่มมีสไตล์และผู้ชายเซ็กซี่เลยสักคน
จีสตริง (G-Stringไม่เหมาะกับชายแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งปวง
 ขอบคุณ เปรียว สนับสนุนเนื้อหา

บำรุงผิวหน้ารับลมหนาว

บำรุงผิวหน้ารับลมหนาว

บำรุงผิวหน้ารับลมหนาว
ย่างเข้าสู่หน้าหนาว เมื่อสัมผัสผิวจะรับรู้ได้ถึงความแห้งกร้าน ไม่ชุ่มชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดริ้วรอย และแก่ก่อนวัย ดังนั้นในช่วงนี้จึงต้องบำรุงผิวกันเป็นพิเศษ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ กลไกสำคัญก็คือการบำรุงตั้งแต่ภายใน และป้องกันจากภายนอกครับ
อาการ "ผิวแห้ง" เป็นผลมาจากครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ในผิวหนังระเหยไปตามธรรมชาติผ่านผิวหนังของเราทุกวัน โดยที่เราไม่รู้ตัว ในช่วงหน้าหนาว หลายคนชอบอาบน้ำอุ่นแก้หนาวกัน แต่ก็มักจะเจอกับปัญหาผิวแห้งตามมา เคล็ดลับการอาบน้ำอุ่นและลดอาการผิวแห้ง คือ หลังอาบน้ำเสร็จ 3 นาที ให้ทามอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวทันที หรือหันมาดื่มน้ำอุ่นแทนการอาบน้ำก็ได้ ถือเป็นการบำรุงภายในสู่ภายนอก โดยเฉพาะการดื่มน้ำหลังจากตื่นนอนก็เป็นการล้างสิ่งสกปรกออกจากลำไส้ ขับเหงื่อได้ดี ทำให้ผิวเปล่งปลั่ง
สำหรับการทำความสะอาดผิวกาย อาจใช้สบู่อ่อนก็เพียงพอแล้ว ถ้ามีผิวแห้งมากควรใช้ครีมบำรุงผิวเป็นตัวช่วย ใช้ครีมให้ความชุ่มชื้นทาใบหน้าและตัว ควรงดการใช้สบู่สำหรับสครับ ขัดถูใบหน้า การใช้ครีมบางตัว เช่น กรดผลไม้ กรดวิตามินเอ ครีมรักษาสิว (เช่น เบนซอยล์ เพอร์ออกไซด์) โลชันทาสิว (เช่น กำมะถัน) ต้องระวัง เพราะทำให้ผิวแห้งระคายเคืองได้ง่าย ถ้าจำเป็นต้องใช้ควรทายาให้น้อยลงหรืองดเป็นช่วงๆ
สภาพอากาศแห้งในหน้าหนาวทำให้ผิวแห้งได้ง่าย ผลิตภัณฑ์บางชนิดทำให้ผิวแห้งมากยิ่งขึ้น ควรระมัดระวังในการใช้ อย่างพวกเจลล้างมือแบบไม่ใช้น้ำ ด้วยส่วนผสมของแอลกอฮอล์จะทำให้มือแห้งและเล็บเปราะได้ง่าย สบู่ที่มีฟองเป็นตัวการที่ทำให้ผิวแห้งได้อย่างมาก เพราะสารที่ทำให้เกิดฟอง จะทำให้ผิวสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติ ส่วนชายหนุ่มที่ชอบทาลิปบาล์มโดยเฉพาะประเภททาแล้วเย็นที่มีส่วนผสมของเมนทอลและการบูร จะทำให้ริมฝีปากแห้งมากขึ้นนะครับ ช่วงนี้งดใช้ไปก่อนครับ
ข้อมูลจาก : น.พ.ประวิตร พิศาลบุตร, น.พ.กฤษธิพร เพ็งสุข (หนังสือพิมพ์บ้านเมือง)

วันคริสต์มาส

25 ธันวาคม วันคริสต์มาส

25 ธันวาคม วันคริสต์มาส
 
25 ธันวาคม วันคริสต์มาส

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

         ถึงช่วงปลายปีทีไร ชาวไทยเราก็มีเรื่องฉลองอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวันปีใหม่หรือวันคริสต์มาสที่กำลังจะเข้ามาถึง แม้ว่าวันคริสต์มาสนี่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธสักเท่าไร แต่พี่ไทยซะอย่าง ฉลองได้ทุกเทศกาลอยู่แล้ว แต่ก่อนที่จะไปฉลองกัน ลองมารู้จักกับวันคริสต์มาสก่อนดีไหม

ตำนานวันคริสต์มาส

          คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas

          เทศกาล Christmas หรือ X’Mas ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งวันที่ 25 ธันวาคมนั้นเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ โดยพระองค์ประสูติที่เมืองเบ็ธเลเฮ็มและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร

           ด้านนักประวัติศาสตร์ก็มีความเห็นที่ต่างออกไปโดยได้วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ.274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลก และเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย

          เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งบุตรชาย คือ "พระเยซู" ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่วนั่นเอง ดังนั้นในวันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญชาวคริสต์ทั่วโลก และมีการส่งบัตรอวยพร ให้ของขวัญ แก่กันและกัน รวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟ และต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม

25 ธันวาคม วันคริสต์มาส

องค์ประกอบในงานคริสต์มาส

 ซานตาครอส
เป็นสิ่งแรกๆ ที่คนจะนึกถึงในฐานะสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส ซึ่งว่ากันว่าซานตาคลอสคนแรก คือ นักบุญ (เซนต์) นิโคลัส ผู้เป็นสังฆราชแห่งเมืองไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 และเหตุที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซานตาครอสคนแรก มาจากวันหนึ่งที่ท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่ง แล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี
 
25 ธันวาคม วันคริสต์มาส
          นักบุญนิโคลัส นั้นเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์ของเด็กๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 5 ธันวาคม เอาไว้ ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ ชื่อนักบุญนิโคลัสก็เปลี่ยนเป็น ซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราชก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วนและใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นยานพาหนะที่มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติของเขา

          ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย อาทิ ความปิติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง
25 ธันวาคม วันคริสต์มาส

 ถุงเท้า           จากที่นักบุญนิโคลัสได้ปีนขึ้นไปบนปล่องไฟของบ้านเด็กหญิงยากจน เพื่อที่จะมอบเหรียญเงินให้เป็นของขวัญ แต่เหรียญนั้นกลับตกไปอยู่ในถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้หน้าเตาผิง พอรุ่งเช้าเด็กหญิงตื่นมาเจอเหรียญเงินในถุงเท้าจึงดีใจมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ผู้คนมากมายต่างพากันแขวนถุงเท้าคริสต์มาสไว้ เพื่อหวังจะได้รับของขวัญเช่นเดียวกันบ้าง

25 ธันวาคม วันคริสต์มาส
 ต้นคริสต์มาส
          นอกจากนี้อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือ ต้นคริสต์มาส ซึ่งต้นคริสต์มาสก็คือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยลูกแอปเปิ้ลและขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท และก็ได้มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยจนมาถึงการประดับด้วยดวงไฟหลากสีสัน ขนม และของขวัญ อย่างในทุกวันนี้ การตกแต่งแบบนี้ต้องย้อนไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก
          โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ที่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก และอีกเหตุผลที่ใช้ต้นสนก็เพราะว่ามันหาง่าย

          ในสมัยโบราณนั้นต้นคริสต์มาส หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า อีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด และรวมถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาส

25 ธันวาคม วันคริสต์มาส

 ต้นฮอลลี่

          ต้นฮอลลี่ เป็นต้นไม้พุ่มเตี้ย และเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส เชื่อกันว่า สีเขียวของต้นฮอลลี่มีความหมายถึง การมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ และมีความสัมพันธ์กับพระเยซู โดยผลสีแดงของต้นฮอลลี่นั้นหมายถึงหยดเลือดของพระเยซูที่ไหลลงบนไม้กางเขน ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความรักที่มีต่อพระเจ้า ใบไม้ที่มีหนามของต้นฮอลลี่เป็นสิ่งที่เตือนพวกเราถึงมงกุฏหนามที่พวกชาวทหารโรมันได้นำมาวางไว้บนศีรษะของพระเยซูคริสต์

25 ธันวาคม วันคริสต์มาส

 ดอกไม้คริสต์มาส หรือ Poinsettia
          ตำนานของดอก Poinsettia ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของวันคริสต์มาส มาจากเรื่องราวของเด็กหญิงจนๆ คนหนึ่ง ที่ต้องการหาของขวัญไปมอบให้พระแม่มารีในวันคริสต์มาสอีฟ แต่เนื่องจากเธอไม่มีสิ่งของใดๆ ติดตัว จึงเดินทางไปตัวเปล่า และระหว่างทางเธอได้พบกับนางฟ้าที่บอกให้เธอเก็บเมล็ดพืชไว้ ต่อมาเมล็ดพืชนั้นกลับเจริญเติบโตเปลี่ยนเป็นดอกไม้สีเลือดหมูสดใส ซึ่งก็คือดอก Poinsettia ตั้งแต่นั้นดอก Poinsettia ก็ได้รับความนิยมใช้ประดับประดาบ้านในงานคริสต์มาส
 ดอกคริสต์มาส Christmas Rose
          มีต้นกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ ลักษณะเป็นดอกสีขาว และมักออกดอกในช่วงฤดูหนาว ตำนานของดอกคริสต์มาสนี้มีอยู่ว่า ในช่วงที่พระเยซูประสูติ มีผู้รอบรู้ 3 คน กับคนเลี้ยงแกะเดินทางมาพบพระเยซู ระหว่างทางพวกเขาพบกับ มาเดลอน เด็กหญิงที่เลี้ยงแกะคนหนึ่ง เมื่อเธอทราบว่าทั้งหมดเดินทางมาเพื่อมอบของขวัญให้พระเยซู มาเดลอนก็เสียใจที่ไม่มีของขวัญใดไปมอบให้พระเยซูบ้าง ก่อนที่นางฟ้าที่เฝ้ามองเธออยู่จะเกิดความเห็นใจจึงร่ายมนตร์เสกดอกไม้สีขาวน่ารักและมีสีชมพูอยู่ตรงปลายกลีบให้เธอ และดอกไม้นั้นคือ ดอกคริสต์มาสนั่นเอง

25 ธันวาคม วันคริสต์มาส

 เพลงวันคริสต์มาส          เพลงคริสต์มาสเริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 แต่งโดยพระสงฆ์และฆราวาส มีเนื้อร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีการแต่งในท่วงทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานมากขึ้น เริ่มจากประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้สนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่

          เพลงคริสตมาสแบบใหม่นี้ เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน เพราะมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดีในโอกาสคริสต์มาส เพลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All YeFaithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาลาติน เพลงคริสต์มาสที่นิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมัน และประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ เพลง Silent Night, Holy Night

          ความเป็นมาของเพลงนี้มาจากวันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ.1818 คุณพ่อโจเซฟ โมห์ (Joseph Mohr) เจ้าอาวาสวัดที่โอเบิร์นดอฟ (Oberndorf) ประเทศออสเตรีย ได้ข่าวว่าออร์แกนในวัดเสีย ทำให้วงขับร้องไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ จึงมีการแต่งเพลงคริสต์มาสใหม่ นำไปให้เพื่อนชื่อ ฟรานซ์ กรูเบอร์ (Franz Gruber) ใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั่นเอง และเล่นเพลง Silent Night เป็นครั้งแรก โดยมีการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก
 คำอวยพรวันคริสต์มาส
          ในวันคริสต์มาสเรามักจะใช้คำอวยพรให้แก่กันและกันว่า Merry X'mas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า "สันติสุขและความสงบทางใจ" คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบทางใจ และได้จัดให้มีการฉลองเพื่อระลึกถึงการบังเกิดของพระเยซู ที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้ทรงเกียรติเลอเลิศ ประเพณีนี้ได้เริ่มมาจากรุงโรมในศตวรรษที่ 4 และค่อยๆ เผยแพร่ไปทุกทวีป
25 ธันวาคม วันคริสต์มาส

 สีประจำวันคริสต์มาส
สีที่เกี่ยวข้องในวันคริสต์มาสประกอบด้วย
          สีแดง : เป็นสีของผลฮอลลี่ หรือซานตาครอส เป็นสีของเดือนธันวาคม ที่แสดงถึงความตื่นเต้น และหากเป็นสัญลักษณ์ตามศาสนา สีแดงจะหมายถึง ไฟ, เลือด และความโอบอ้อมอารี

          สีเขียว : เป็นสีของต้นไม้ สัญลักษณ์ของธรรมชาตื หมายถึงความอ่อนเยาว์และความหวังที่จะมีชีวิตเป็นนิรันดร์ เปรียบได้กับว่าเทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งความหวัง

          สีขาว : เป็นสีของหิมะ และเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา คือแสงสว่าง ความบริสุทธิ์ ความสุข และความรุ่งเรือง สีขาวนี้จะปรากฎบนเสื้อคลุมนางฟ้า, เคราและชายเสื้อของซานตาครอส

          สีทอง : เป็นสีของเทียนและดวงดาว เป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์และความสว่างไสว


 การทำมิสซาเที่ยงคืน          การถวายมิสซานี้เกิดขึ้นหลังจากพระสันตะปาปาจูลีอัสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส) ในปีนั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม และไปยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ เมื่อไปถึงตรงกับเวลาเที่ยงคืนพอดี พระสันตะปาปาทรงถวายบูชามิซซา ณ ที่นั้น เมื่อเดินทางกลับมาที่พักได้เวลาตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ยังมีสัตบุรุษหลายคนไม่ได้ร่วมขบวนไปด้วยในตอนแรก พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ในโอกาสวันคริสต์มาส
 เทียนและพวงมาลัย

         พวงมาลัยนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่คนสมัยก่อนใช้หมายถึงชัยชนะ แต่สำหรับการแขวนพวงมาลัยในวันคริสต์มาสนั้น หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างครบบริบูรณ์ตามแผนการณ์ของพระเป็นเจ้า ซึ่งธรรมเนียมนี้ เกิดจากกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในประเทศเยอรมันได้เอากิ่งไม้มาประกอบเป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้น ในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเพื่อเตรียมรับเสด็จ ทุกคนในครอบครัวจะจุดเทียนหนึ่งเล่ม สวดภาวนา และร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกันเป็นเวลา 4 อาทิตย์ก่อนถึงวันคริสต์มาส ประเพณีเป็นที่นิยมอยางมากในประเทศอเมริกา ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยนำเทียน 1 เล่มนั้นมาจุดไว้ตรงกลางพวงมาลัยสีเขียว และนำไปแขวนไว้ที่หน้าต่าง เพื่อเป็นการเตือนให้คนที่เดินผ่านไปมาได้รู้ว่าใกล้ถึงวันคริสต์มาสแล้ว ส่วนเหตุผลที่พวงมาลัยมีสีเขียวนั้น เป็นเพราะมีการเชื่อกันว่าสีเขียวจะช่วยป้องกันบ้านเรือนจากพวกพลังอันชั่ว ร้ายได้

 ระฆังวันคริสต์มาส
          เสียงระฆังในวันคริสต์มาสคือการเฉลิมฉลองให้กับการประสูติของพระพุทธเจ้า โดยมีตำนานเล่าว่า มีการตีระฆังช่วงก่อนเวลาเที่ยงคืนของวันคริสต์มาสเพื่อลดพลังความมืด และบ่งบอกถึงความตายของปีศาจ ก่อนที่พระเยซูผู้ที่จะมาช่วยไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น และระฆังนี้มีเสียงดังกังวาลนานนับชั่วโมง ก่อนที่ในเวลาเที่ยงคืนเสียงระฆังนี้จะกลับกลายมาเป็นเสียงแห่งความสุข

25 ธันวาคม วันคริสต์มาส

 ดาว
          ดาว ในความหมายของชาวคริสต์เตียน หมายถึงการแสดงออกที่ดีของพระเยซูคริสต์ ที่บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า "The bright and morning star" มีความหมายพิเศษเหมือนกับว่า ดวงดาวเหล่านั้นได้แบ่งที่อยู่กับสรวงสวรรค์ ไม่ว่าจะมีกำแพงอะไรขวางกั้นระหว่างพื้นผิวโลกด้วยก็ตาม

 เครื่องประดับและแอปเปิ้ล                          

          ในบางแห่งเชื่อว่า ลำต้นของแอปเปิ้ล มองดูคล้ายกับต้นไม้ในสรวงสวรรค์ จึงมีการนำเอาแอปเปิ้ลมาประดับตามต้นไม้ในวันคริสต์มาส ส่วนเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ที่ตกแต่งต้นคริสต์มาสนั้นเป็นงานศิลปะที่จำลองจากผลไม้ และที่มีสีสันสดใสนั้นเพื่อให้เกิดความรื่นเริงในบ้าน อีกทั้งแสงระยิบระยับที่สะท้อนไปมา ยังดูสวยงามคล้ายแสงเทียนและแสงไฟ

25 ธันวาคม วันคริสต์มาส

 ของขวัญวันคริสต์มาส
                     
          การแลกเปลี่ยนของขวัญในวันคริสต์มาสนั้น เริ่มต้นจากเมือง Saturnalia ในช่วงยุคโรมัน ต่อมาชาวคริสต์รับประเพณีนี้เข้ามา ด้วยความเชื่อว่า การให้ของขวัญนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับของขวัญประเภททอง, ยางสนที่มีกลิ่นหอม และ ยางไม้หอม ซึ่งพวกนักเวทย์จากตะวันออกที่เดินทางมาคารวะพระเยซูคริสต์ นำมาให้ตอนที่ท่านประสูติ

          ทั้งหมดนั้นก็คือการเฉลิมฉลองให้กับพระเยซู ที่เกิดมาเพื่อชำระบาปให้แก่ชาวคริสต์ทั้งหลาย และเป็นเทศกาลที่นำความสุข สนุกสนาน มาสู่หมู่มวลมนุษย์