หน้าเว็บ

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

ความพิการ 9 ประเภท - กระทรวงศึกษาธิการ


ความพิการ 9 ประเภท - กระทรวงศึกษาธิการ

ศธ.ประกาศหลักเกณฑ์เรียนคนพิการ ๙ ประเภท (
13 พฤษภาคม 2552 ) กระทรวง ศึกษาธิการ กำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ.2552 และประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2552 กำหนดประเภทของคนพิการออกเป็น 9 ประเภท ได้แก่ 1. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น 2. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 3. บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 4. บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ 5. บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ 6. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูด และภาษา 7. บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรม หรืออารมณ์ 8. บุคคลออทิสติก 9. บุคคลพิการซ้อน กำหนดเป้าหมายระยะยาว 1ปี จัดทำรายงานผลปีละ ๒ ครั้ง กรณีส่งต่อผู้เรียนจบการศึกษาแต่ละระดับ หรือย้ายสถานศึกษา ให้สถานศึกษานำส่งแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล รายงานผลการประเมิน การดำเนินการตามแผน แฟ้มประวัติ และแฟ้มสะสมผลการเรียนของผู้เรียน เพื่อเป็นข้อมูลจัดการศึกษาต่อไป (มติชนออนไลน์ 12 พ.ค. 2552 )
1.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น
บุคคล ที่มีความบกพร่องทางการเห็น หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็นจนไม่สามารถรับการศึกษา ได้โดยการเห็นหรือใช้สายตาได้ตามปกติ แต่สามารถศึกษาเล่าเรียนได้โดยวิธีการต่างไปจากคนที่มองเห็นปกติแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
1. คนตาบอด หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการเห็นมากจนไม่สามารถอ่านหนังสือธรรมดาได้ ต้องสอน ให้อ่านและเขียนอักษเบรลล์ หรือใช้วิธีการฟังแถบบันทึกเสียง หรือเครื่องบันทึกเสียต่าง ๆ และมีความสามารถในการเห็นของตาข้างที่ดี หลักจากได้รับการแก้ไขแล้วอยู่ระหว่าง 20 ส่วน 200 ฟุต มีลานสายตาแคบกว่า 30 องศา
2. คนตาบอดบางส่วน หรือคนที่มีการเห็นเลือนราง หมายถึง บุคคลที่มีสูญเสียการเห็นแต่ยังสามารถอ่านอักษรตัวพิมพ์ที่มีขนาดใหญ่ได้ โดยต้องใช้แว่นขยายหรืออุปกรณ์พิเศษบางอย่างที่ทำให้ความชัดเจนของการเห็นใน ข้างที่ดี เมื่อแก้ไขแล้วอยู่ในระดับ 20 ส่วน 60 ฟุต ถึง 20 ส่วน 200 ฟุต มีลานสายตาแคบกว่า 30 องศา
2.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
บุคคล ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ระดับน้อยไปถึง ระดับรุนแรง จนไม่สามารถฟังเสียงได้เหมือนคนปกติซึ่งอาจจะเป็นหูตึง หรือหูหนวกก็ได้ แบ่งเป็น 2 ประเภท
1. คนหูหนวก หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการได้ยินมากจนไม่สามารถรับข้อมูลผ่านทางการได้ยิน ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้เครื่องช่วยฟังก็ตาม โดยทั่วไป หาตรวจการได้ยินจะสูญเสียการได้ยินประมาณ 90 เด ซิเบลขึ้นไป ไม่สามารถได้ยินเสียงพูดดัง ๆ อาจรับรู้เสียงบางเสียงได้ จากการสั่นสะเทือน ไม่สามารถใช้การได้ยินได้เป็นประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ คนหูหนวกอาจสูญเสียการได้ยินมา ตั้งแต่กำเนิด หรือสูญเสียการได้ยินภายหลัง
2. คนหูตึง หมาย ถึง บุคคลที่มีการได้ยินเหลืออยู่บ้างสามารถได้ยินได้ ไม่ว่าจะใช้เครื่องช่วยฟังหรือหรือไม่ก็ตาม หากตรวจการได้ยินจะพบว่ามีการสูญเสียการได้ยินน้อยกว่า 90 เดซิเบล ระดับการได้ยินอาจแบ่งเป็นกลุ่มย่อยดังนี้
Ø ตึงเล็กน้อย (26-40 เดซิเบล)
Ø ตึงปานกลาง (41-55 เดซิเบล)
Ø ตึงมาก (56-70 เดซิเบล)
Ø - ตึงรุนแรง (71-90 เดซิเบล)
3.บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
บุคคล ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง บุคคลที่มีพัฒนาการล่าช้ากว่าคนปกติทั่วไปทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม ภาษา เมื่อวัดสติปัญญาโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานแล้วมีสติปัญญาต่ำกว่าบุคคลปกติและ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่ำกว่าเกณฑ์ปกติอย่างน้อย 2 ทักษะ หรือมากกว่า เช่น ทักษะการสื่อความหมาย การดูแลตนเอง การดำรงชีวิตในบ้าน การควบคุมตนเอง สุขอนามัย และความปลอดภัย การเรียนวิชาการเพื่อชีวิตประจำวัน การใช้เวลาว่าง การทำงาน ทักษะทางสังคม และทักษะในการใช้สาธารณสมบัติ เป็นต้น ซึ่งลักษณะความบกพร่องทางสติปัญญาจะแสดงอาการแบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ
1. บกพร่องระดับเล็กน้อย - ระดับเชาวน์ปัญญา (IQ) ประมาณ 55-70
2. บกพร่องระดับปานกลาง - ระดับเชาว์ปัญญา (IQ) ประมาณ 40-55
3. บกพร่องระดับรุนแรง - ระดับเชาว์ระดับรุนแรงมาก (IQ) ประมาณ 25-40
4. บกพร่องระดับรุนแรงมาก - ระดับเชาว์ปัญญา (IQ) ประมาณ 20-25
4.บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
บุคคล ที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ หมายถึง บุคคลที่มีความผิดปกติ บกพร่องหรือสูญเสียอวัยวะ ส่วนใดสวนหนึ่งร่างกายทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดีหรือมีอาการเกร็ง คือ อาการตึงตัวของกล้ามเนื้อ ส่วนใด ส่วนหนึ่งหรือหลายส่วน ควบคุมการทรงตัวได้ยากหรือไม่ได้เลย มีการเคลื่อนไหวของแขนขาไม่สัมพันธ์กันมีอาการสั่น เดินเซ หรืออาจเป็นบุคคลที่บกพร่องเนื่องจากสุขภาพ หรืออุบัติเหตุ อาการชัดโรคเรื้อรัง โรคติดต่อ เป็นต้น
ประเภทความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ อาจแบ่งได้ดังนี้
1. บกพร่องทางระบบประสาท เช่น บุคคลสมองพิการ (Cerebral Palsy)ไม่ ใช่บุคคลปัญญาอ่อนแต่หมายถึง สมองส่วนที่ใช้ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งบกพร่อง หรือสูญเสียทำให้มีปัญหาในการเคลื่อนไหว ซึ่งแต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อเคลื่อนไหวช้า ทรงตัวได้ไม่ดี ซึ่งแต่ละคนทีมากน้อยแตกต่างกันความบกพร่อง จะเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ ประมาณ 7 ปี
ลักษณะที่เห็นได้ชัดเจนของบุคคลสมองพิการ ได้แก่
- กล้ามเนื้อหดตัว เกร็ง (Spastic) เป็นลักษณะความผิดปกติของการควบคุมการเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวช้ามีอาการเกร็ง ซึ่งเราจะพบบุคคลที่มีอาการในกลุ่มนี้มากที่สุด
- กล้ามเนื้อควบคุมการเคลื่อนไหวได้ยาก (Athetiod) มีลักษณะขนขาไม่สัมพันธ์ กังหันไป ตามทิศทางต่าง ๆ
- กล้ามเนื้อตึงตัว (Ataxia) มีอาการสั่น เดินเซ ควบคุมการทรงตัวได้ไม่ดี ซึ่งเราจะพบบุคคล ที่มีอาการในกลุ่มนี้น้อยที่สุด
- แบบผสม มีลักษณะร่วมตั้งแต่ 2 ชนิด เช่น มีอาการเกร็งร่วมกับการเคลื่อนไหวของแขน ไม่สัมพันธ์กัน หันไปคนทิศหรือมีการเกร็ง ควบคุมการทรงตัวไม่ได้มีการสั่นเดินเซ เป็นต้น
2. บกพร่องทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น กล้ามเนื้อเปลี่ยน ไขข้ออักเสบ เป็นต้น
3. ไม่สมประกอบมาแต่กำเนิด เช่น น้ำครั่งในสมอง แขน ขาด้วยหรือกุด แขน ขามีขนาดใหญ่ เล็กผิดปกติ เป็นต้น
4. สภาพความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพอื่น ๆ ได้แก่ บกพร่องจากอุบัติเหตุไฟไหม้ แขน ขาขาด โรคติดต่อ เช่น โปลิโอ การได้รับอันตรายจากการคลอด หรือบกพร่อง เนื่องจากสุขภาพ เช่น โรคหืด โรคหัวใจ โรคปอด โรคเอดส์ เป็นต้น
5.บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
บุคคล ที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ หมายถึง บุคคลที่มีความบกพร่องทางการรับรู้หรือทางการเรียนรู้ที่มี ความ ผิดปกติอย่างเดียวหรือหลายอย่างทำให้เกิดปัญหาทางการฟัง การอ่าน การพูด การเขียน การสะกด การคำนวณ การใช้เหตุผล การรวบรวมความคิด ซึ่งความผิดปกตินี้ไม่ใช่เกิดจากภาวะบกพร่องทางการเห็น การได้ยินทางร่างกาย ทางสติปัญญา ทางอารมณ์แต่เป็นภาวะทางสมองที่มีความผิดปกติทำให้การแปลภาพ การแปลเสียงหรือการรับรู้ แปรปรวนไปจากเดิมเด็กบางคนมองเห็นหนังสือกลับหลัง เด็กบางคนไม่สามารถแปลความหมายหรือเข้าใจจากการได้ยิน เด็กบางคนไม่เข้าใจตัวเลขและความหมายตัวเลข
6.บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
บุคคล ที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา หมายถึง บุคคลที่มีความบกพร่องในเรื่องการออกเสียงพูด เช่น เสียงผิดปกติ อัตราความเร็วและจังหวะการพูดผิดปกติ หรือคนที่มีความบกพร่องในเรื่องการเข้าใจ และการใช้ภาษาพูด การเขียนตลอดจนระบบสัญลักษณ์อื่นที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งอาจเกี่ยวกับรูปแบบภาษา เนื้อหาของภาษา และหน้าที่ของภาษา
7.บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรม และอารมณ์
บุคคล ที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ หมายถึง บุคคลที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากบุคคลทั่วไป และพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนนี้ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ต่อสิ่งต่างๆ และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เป็นที่ยอมรับกันทางสังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งขาดสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม มีความคับข้องใจ มีการเก็บกดทางอารมณ์โดยแสดงออกทางร่างกาย
ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์
- ก้าว ร้าว ก่อกวน เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ มักแสดงออกในทางก้าวร้าว ก่อกวนความสงบของผู้อื่น พฤติกรรมที่แสดงออกอาจรวมไปถึงความโหดร้าย ทารุณสัตว์ ชกต่อย ทำร้ายตัวเองและผู้อื่น หวีดร้อง กระทืบเท้า ไม่เชื่อฟังครูและพ่อแม่ พฤติกรรมเหล่านี้อาจรุนแรงขึ้นหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง
- การ เคลื่อนไหวที่ผิดปกติ หมายถึง ไม่หยุดนิ่ง เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา โดยปราศจากจุดหมาย นอกจากนี้ยังมีความสนใจสั้น สนใจในบทเรียนได้ไม่นาน ขาดสมาธิในการเรียน
- การ ปรับตัวทางสังคมเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ จะมีการปรับตัวทางสังคมไม่ถูกต้อง ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคม เช่น แก๊งอันธพาล การทำลายสาธารณสมบัติ ลักขโมย หนีโรงเรียน การประทุษร้ายทางเพศ
ที่มา   http://www.krukorsornor.com/knowledge-id410.html

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

อาหารเพิ่มพลังเพศชาย



4 อาหารเพิ่มพลังเพศชาย


ฮอร์โมนเพศชาย เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างเพศชายอย่างเรา ให้สมบูรณ์เต็มรูปแบบ ซึ่งจำเป็นทั้งการเจริญเติบโต การสร้างกล้ามเนื้อ ต่อสู้กับความเมื่อยล้าและความเครียด รวมไปถึงอารมณ์ทางเพศและอสุจิด้วย เห็นไหมละครับ ว่าสำคัญมากๆ การการจะบำรุงและเสริมสร้างฮอร์โมนเพศชายของเรานั้น ไม่ต้องไปพึ่งยาบำรุงที่ไหน การบำรุงเหล่านี้ อยู่ในอาหารที่เราทานเข้าไปนั่นเอง ซึ่งจะเป็นอาหารชนิดไหนบ้างมาดูกัน

องุ่น
ประโยชน์ : เพิ่มพลังให้อสุจิ
การกินองุ่นแดงเป็นประจำ สามารถช่วยให้ตัวอสุจิแข็งแรง มีการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้นได้ สารตัวนี้ชื่อว่า resveratrol ซึ่งสารนี้มีมากในเปลือกขององุ่นแดงครับ เพียง 5-10 กรัมก็เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันแล้ว
น้ำผึ้ง
ประโยชน์ : เพิ่มการไหลเวียนของเลือด
ในน้ำผึ้ง มีโบรอน ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่เชื่อมโยงกับการทำงานของเพศชายสูง ซึ่งจะช่วยให้ดูกระชุ่มกระชวยและดูมีชีวิตชีวามากขึ้น แค่เพียงน้ำผึ้งวันละ 4 ช้อนชาก็เพียงพอแล้วครับ
ไข่
ประโยชน์ : เพิ่มฮอร์โมนเพศชาย
ไข่นี่แหละครับ เป็นของดีในการเพิ่มฮอร์โมนเพศชายเลย ไม่ต้องกังวลเรื่องโรคหัวใจครับ เพราะว่ามีการศึกษาในสหรัฐแล้วพบว่า ผู้ชายที่กินไข่วันละ 3 ฟอง ก็ไม่ได้มีผลต่อระดับคลอเรสเตอรอลเลย
กะหล่ำปลี
ประโยชน์ : ช่วยให้ฮอร์โมนเพศหญิงทำงานได้น้อยลง
ในกะหล่ำปลี เต็มไปด้วยสาร indole-3-carbinol ซึ่งจะช่วยให้ ฮอร์โมนเพศหญิงทำงานได้น้อยลง อีกทั้งยังไปเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเพศชาย ดีขึ้นอีกด้วย เพียง 500 mg. ต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว
ข้อมูลจาก MH.SG

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

กว่าจะเป็น 'ไซ' กังนัมสไตล์




กว่าจะเป็น 'ไซ' กังนัมสไตล์



ไซ นักร้องเกาหลีใต้ เจ้าของเพลงฮิต"กังนัมสไตล์" นับเป็นคนดังระดับโลกอีกคนหนึ่งที่น่าติดตามที่สุดในปีนี้ ช่วงนี้ ไปดูกันกว่าเขาจะมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างทุกวันนี้ เขามีที่มาที่ไปอย่างไร

"ไซ" หรือชื่อจริงว่า ปาร์คแจซัง นักร้องร่างอวบชาวเกาหลีใต้ เจ้าของเพลงฮิต กังนัมสไตล์ เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2520 ในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย และเติบโตในเขตกังนัม ซึ่งเป็นย่านธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวที่ได้ชื่อว่ามีราคาที่ดินแพงที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้

ไซเคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยบอสตัน ก่อนจะย้ายไปเรียนต่อที่วิทยาลัยดนตรีเบิร์กลีย์ในสหรัฐฯ แต่ไม่จบการศึกษาทั้ง 2 สถาบัน เนื่องจากหันไปทำดนตรีเต็มตัวเสียก่อน โดยไซมีผลงานครั้งแรกเมื่อปี 2544 แต่ก็ถูกแบนเนื่องจากการโปรโมตที่ไม่เหมาะสมกับกลุ่มเยาวชน และเมื่อปี 2545 ไซ ก็มีผลงานทางโซเชียลมีเดีย ชื่อเพลง "แชมเปี้ยน" ซึ่งได้ถูกนำไปเป็นเพลงในการแข่งขันฟุตบอลโลกที่เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพร่วมกันในปีเดียวกัน

จากนั้น ในปี 2553 ไซได้ย้ายสังกัดไปอยู่ค่าย วายจี เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และในปี 2555 ไซออกซิงเกิล "กังนัม สไตล์" ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการดนตรีโลก ทั้งจังหวะดนตรีที่สนุกสนาน และเนื้อหาที่เสียดสีวิถีชีวิตฟุ้งเฟ้อของผู้คนในย่านกังนัมของกรุงโซล รวมถึงท่าเต้นแปลกๆ อย่างท่าเต้นควบม้า ทำให้เพลงดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั้งในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศทั่วโลก

ล่าสุด เฉพาะในเว็บไซต์ยูทูบ มีการคลิกดูมิวสิควิดีโอเพลงกังนัมสไตล์แล้วกว่า 1 พันล้านครั้ง และผู้กดไลค์มากกว่า 6 ล้านคน จนทำให้เพลงกังนัม สไตล์ ทำลายสถิติคลิปวิดีโอที่มียอดผู้ชมสูงสุดตลอดกาล แซงหน้าเพลงเบบี้ ของจัสติน บีเบอร์ และถูกบันทึกเป็นสถิติในหนังสือกินเนสส์ เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของวงการเพลงเกาหลี ที่ทำให้หลายคนที่ไม่เคยสนใจเพลงเกาหลี หันมาให้ความสนใจได้ ทั้งๆ ที่ภาพลักษณ์ของไซไม่เหมือนนักร้องเกาหลีคนอื่น ๆ นั่นคือ ไม่หล่อ และรูปร่างไม่ดี แต่มีความตลกเป็นจุดเด่นแทน

ทั้งนี้ ศิลปินดังชาวตะวันตกหลายคนได้ชื่นชมไซ ที่เป็นผู้ออกแบบท่าเต้นเพลงกังนัม สไตล์ด้วยตนเอง นอกจากนี้ เพลงกังนัม สไตล์ ยังคว้ารางวัลจากรายการเพลงชื่อดังหลายรายการติดต่อกันหลายสัปดาห์ ทำให้เจ้าของบทเพลงได้รับเชิญเป็นแขกพิเศษร่วมงานเอ็มทีวี มิวสิก วิดีโอ อวอร์ดส์ 2012 ที่สหรัฐฯ เช่นเดียวกับ เรน ศิลปินเกาหลีชื่อดังอีกคนที่เคยได้รับเชิญให้เข้าร่วมรายการนี้มาแล้ว

ความโด่งดังของท่าเต้น และบทเพลงกังนัมสไตล์ ยังสะท้อนได้จากการที่ผู้มีชื่อเสียงในเกือบทุกวงการ ล้วนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ดนตรีดังกล่าว หนึ่งในนั้นรวมถึงนายบันคีมุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ที่ร่วมเต้นท่ากังนัมสไตล์ ระหว่างที่ไซ เดินทางเยือนสำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ โดยนายบันคีมุนระบุว่า ความสำเร็จของไซถือเป็นความสำเร็จระดับโลก ขณะที่ไซยอมรับว่า การพูดคุยกับบุคคลสำคัญระดับโลกอย่างนายบันคีมูน ถือเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญ และเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าในชีวิตการทำงานของเขาเช่นกัน
31 ธันวาคม 2555 เวลา 17:04 น.
ขอบคุณvoicetv
เข้าชมเพิ่มเติมที่ http://news.voicetv.co.th/entertainment/59606.html

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

30 หนังสือใหม่ ที่อยากให้คนไทยอ่าน


30 หนังสือใหม่ ที่อยากให้คนไทยอ่าน
“จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2546 พบว่าคนไทยอ่านหนังสือเพียง 7 บรรทัดต่อคนต่อวัน หรือเฉลี่ย 5 เล่ม ต่อคนต่อปี ขณะที่สิงคโปร์อ่าน 17 เล่ม สหรัฐอเมริกา 50 เล่ม ปี 2550 คนไทยมีนิสัยรักการอ่านเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ทั้งนี้ยังไม่มีการตีค่าออกมาว่า คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเป็นวันละกี่บรรทัด หรือปีละกี่เล่ม แต่ตั้งเป้าไว้ที่ 12 บรรทัดต่อวัน”

สุดสัปดาห์เห็นด้วยว่าการอ่านหนังสือคือประตูเปิดสู่โลกกว้าง จึงได้คัดเลือกหนังสือออกใหม่ ในหมวดต่างๆ จำนวน 30 เล่มมาให้ ทั้งนี้เพื่อช่วยกันทุบสถิติ แม้จะไม่ทันอเมริกา แต่ชนะสิงคโปร์ก็ยังดี (เนอะ)

1จอมโจรหนังสือ
(The Book Thief)

โดย มาร์กัส ชูชัค
ผู้แปล บีจา
ราคา 430 บาท

2
ชุดนักสืบแฮรี่ บอช
เสียงสะท้อนจากความมืด

โดย ไมเคิล คอนเนลลี่
ผู้แปล สุเมธ เชาว์ชุติ
ราคา 305 บาท


3
ใบไม้แดงโดย วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล
ราคา 135 บาท
4
The Okinawa diet plan
Get Leaner, Live Longer,
and Never Feel Hungry

โดย Bradley J. Willcox,
D. Craig Willcox และ Makoto Suzuki
ราคา 621 บาท

5
โลกพลิกโฉม
ความมั่งคั่งในนิยามใหม่
(POST KNOWLEDGE BASED SOCIETY)
โดย สุวิทย์ เมษินทรีย์
ราคา 250 บาท
6
กู้ดมอร์นิ่งเหล่าซือ(Meanwhile Don't Push&Squeeze) โดย โรเบิร์ต เบอโรลด์
ผู้แปล คำเมือง
ราคา 300 บาท

7
ฉลาดกินสิ้นโรคเขียนโดย ปวิตรา เกษมเนตร
สำนักพิมพ์ More of Life
ราคา 155 บาท
8
L.O.V.E. Box
กล่องบุญ 3

โดย ภัทริน ซอโสตถิกุล
ราคา 195 บาท

9
ตำรับเด็ดเยาวราชโดย สำนักพิมพ์แสงแดด
ราคา 350 บาท
10
เดินไปให้สุดฝันโดยวินทร์ เลียววาริณ
ราคา 185 บาท

11
worldclass สร้างคนไทยไประดับโลกโดย บัณฑิต อึ้งรังษี
ราคา 229 บาท
12
ผจญภัยใต้อุโมงค์
เขียนโดย ร็อดเดริก กอร์ดอน และไบรอัน วิลเลียมส์
แปลโดย งามพรรณ เวชชาชีวะ
ราคา 395 บาท

13
อิทัปปัจจยตา
โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ
ราคา 250 บาท
14
อ้อมกอดลวง
โดย โหว เหวินหย่ง
แปลโดย อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี
ราคา 345 บาท

15
บันทึกรัก (วันที่เราเลิกกัน)โดย Jason Logan
ผู้แปล คณาคม มลังไพศรพณ์
ลายมือภาษาไทยโดย ทวีศักดิ์ ศรีทองดี
ราคา 255 บาท
16
เดอะ ฮิสทอเรียน
ล่าตำนานเลือด

โดย เอลิซาเบธ คอสโตวา
ผู้แปล ธารพายุ

17
การเมืองเรื่องตัณหาโดย สมัคร สุนทรเวช
ราคา 159 บาท

18
หนังสือชุด The Guru
เรื่อง สวย รวย เก่ง รัก หล่อ
โดย ทศพล สนั่นวงศ์,ปีย์จิต โอสถานนท์,
จิรวรา วีรยวรรธน, สุดารำไพ สุนทรรังษี และสกล ศิตรัตน์
ราคา 125 บาท
19
Pre Modern
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร
ราคา 185 บาท

20
พีระมิดนโปเลียน (Napoleon’s pyramids)โดย William Dietrich
ผู้แปล อายุรี ชีวรุโณทัย
ราคา 395 บาท
21
บันทึกของหม่าเอี้ยนโดย ปิแอร์ อาสกิ
แปลและเรียบเรียง ปานชีวา บุตรราช
ราคา 175 บาท

22
ขุมทองของผู้นำ
(LEADERSHIP GOLD)
โดย JOHN C.MAXWELL
แปลโดย นพดล เวชสวัสดิ์
ราคา 350 บาท
23
Winning
โดย Jack Welch and Suzy Welch
ราคา 261 บาท

24
นั่งรถไฟไปตู้เย็น
โดย นิ้วกลม ราคา 185 บาท
25
ประวัติย่อของเกือบทุกสิ่ง(A Short History of Nearly Everything)
โดย Bill Bryson
ผู้แปล โตมร สุขปรีชา และ วิลาวัลย์ ฤดีศานต์
ราคา 360 บาท

26
T-Tale
โดย น้อยแก่น กำปั่นทอง
ราคา 220 บาท
27
คน (ไม่สำคัญ)
โดย สฤณี อาชวานันทกุล
ราคา 150 บาท

28
วิชาสุดท้าย
(ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน)

โดย สฤณี อาชวานันทกุล
ราคา 165 บาท
29
สร้างแบรนด์ด้วยตัวคุณ
(Drop Dead Brilliant)
โดย Lesley Everett
แปลและเรียบเรียงโดย พรศักดิ์ อุรัจฉักชัยรัตน์
ราคา185 บาท
30
I hope they serve beer in hell
อยากจิบเบียร์ในนรกครับ
โดย ทัคเกอร์ แมกซ์
แปลโดย ทรงพล ศุขสุเมฆ
ราคา 220 บาท

ที่มา    http://campus.sanook.com

ภัยร้ายในร้านกาแฟ

ภัยร้ายในร้านกาแฟ

 



สาวๆที่ออกไปข้างนอกคนเดียวบ่อยๆโดยเฉพาะในสถานที่ซ้ำๆกันด้วยแล้ว...เรื่องนี้เกิดในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาค่ะ เพื่อนเราไปนั่งอ่านหนังสือที่ร้านกาแฟชื่อดัง มีสาขาอยู่ทั่วเมือง ตอนประมาณเที่ยงๆระหว่างที่มันนั่งอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ ฟังไอพอดไปด้วยก็มีผู้ชายคนนึงเดินเข้ามาคุย ท่าทางเกย์ๆตุ๊ดๆ ผู้ชายคนนั้นบอกว่า เค้าเป็นไดเรกเตอร์มาจากฮ่องกงหรือจีนเนี่ยแหละ กำลังมองหานักแสดงหน้าตาจีนๆหรือเกาหลีๆไปเล่นหนัง เพื่อนเรามันก็ไม่ได้ตั้งใจฟังมาก เพราะหูข้างนึงก็ฟังไอพอดอยู่ จากนั้นผู้ชายคนนั้นก็ยื่นมือมาเชกแฮนด์เพื่อนเรามันก็จับมือเค้า     ต่อจากนั้นแป๊ปเดียว เพื่อนเรามันบอกว่าเกิดอาการมึนหัวขึ้นทันทีเหมือนตัวลอยๆขยับอะไรไม่ได้ยืนอยู่นิ่งๆได้อย่างเดียวเหมือนเค้าทายาอะไรซักอย่างไว้ที่มือ เพราะเพื่อนเราจับยาก็เลยซึมเข้าร่างกาย ผู้ชายคนนั้นก็พูดไปเรื่อยโดยที่เพื่อนเราบอกว่าได้ยินและจำได้ทุกอย่าง แต่ขยับตัวหรือพูดไม่ได้เลย ผู้ชายคนนั้นก็พูดไปเรื่อยว่า นี่น้องลดแขนหน่อยได้มั้ยแล้วก็เอามือจับแขนเพื่อนเรา ลดแก้มด้วยก็ดี แล้วก็เอามือมาดึงๆหน้า แล้วพอมันรู้ว่าเมาได้ที่แล้วมั้งก็บอกให้เอาไอพอดบัตรประชาชน แล้วก็เอทีเอ็มมาให้ ขอพาสเวิร์ดไปด้วย เพื่อนเราก็ทำตามทุกอย่าง
มันบอกว่ามันรู้ตัวแต่ควบคุมตัวเองไม่ได้ ต้องทำตามที่มันบอก จากนั้นเพื่อนเราก็เดินกลับบ้านทั้งที่ยังไม่รู้ตัวอย่างนั้น ผ่านไปสองสามชั่วโมงมันถึงได้สติกลับมา ปรากฏว่าเงินในเอทีเอ็มหายไปหมดแล้ว น่ากลัวเนอะ ขนาดในร้านตอนเที่ยง เพื่อนเราก็บอกว่าคนเยอะ ไม่ได้เปลี่ยวเลย ระวังตัวกันหน่อยนะคะสาวๆเพราะคนร้ายพวกนี้อาจจะซุ่มดูหาเหยื่อก่อน แล้วเลือกคนที่ไปคนเดียวบ่อยๆ ทางที่ดี อย่าคุยกับคนแปลกหน้า แล้วก็หาเพื่อนไปด้วยดีกว่านะจ๊ะ
ที่มา http://women.sanook.com/

10 สัญญาณเตือนภัย รถของคุณ


คนใช้รถทุกวันนี้ บางคนอาจจะแค่ขับไปทำงานแล้วกลับบ้าน บางคนก็ขับไปไกลๆ ถึงต่างจังหวัด มีหลายคนที่ขับอย่างเดียว โดยที่ไม่สนใจหรือเอาใจใส่รถของตัวเองว่ามีสิ่งผิดปกติอะไรบ้าง ทั้งที่รถทุกคันควรได้รับการดูแล และตรวจเช็คก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิต จึงขอแนะนำวิธีตรวจเช็ครถของคุณเบื้องต้น กับ 10 สัญญาณเตือนที่จะบ่งบอกได้ว่ารถของคุณนั้นอาการน่าเป็นห่วง

1. สัญญาณเตือน เราสามารถรับสัญญาณบอกอาการผิดปกติของรถได้ โดยใช้ประสาททั้ง 5 คือ การเห็น การฟังเสียง การได้กลิ่น การจับต้องชิ้นส่วนนั้น ๆ และการลองขับดู ถ้าสังเกตพบสิ่งผิดปกติต่อไปนี้ ให้รีบทำการตรวจเช็คและซ่อมแซมโดยเร็ว ก่อนที่จะเกิดความเสียหายต่อไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ มากขึ้นกว่าเดิม

2. เครื่องยนต์ เครื่องยนต์คือหัวใจของรถ ถ้าเครื่องยนต์มีอาการดังนี้
- เครื่องร้อนจัดเกินไป ขับไปได้ไม่เท่าไร ความร้อนก็ขึ้นสูงเสียแล้ว
- เครื่องเย็นเกินไป แม้จะขับมาระยะทางไกลพอสมควรแล้ว เข็มวัดอุณหภูมิยังไม่กระดิก
- มีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์
ควรนำเข้าตรวจสภาพที่ศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ

3. ยาง การสึกหรอของดอกยางแบบต่าง ๆ บอกเราได้ว่ายางผิดปกติไปอย่างไร
- ดอกยางตรงกลางล้อ สึกหรอมากกว่าขอบ แสดงว่าเติมลมแข็งเกินไป
- ดอกยางขอบล้อ สึกหรอมากกว่าตรงกลาง แสดงว่าเติมลมอ่อนเกินไป
- ดอกยางสึกหรอข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่ามุมแนวตั้งของยางไม่ตรง
- ดอกยางเป็นบั้ง ๆ แสดงว่าแนวของยางไม่ขนานกับแนวเคลื่อนที่ของรถ
ควรนำรถเข้าอู่เพื่อตั้งศูนย์ล้อ หรือปรับแรงดันลมยางใหม่

4. คลัตซ์ คลัตซ์ที่มีปัญหา จะทำให้ควบคุมเกียร์ไม่ได้ อย่าละเลยอาการเหล่านี้
- คลัตซ์ลื่น หรือเข้าคลัตซ์ไม่สนิท หรือเหยียบแป้นคลัตซ์แล้ว แต่ยังเข้าเกียร์ได้ยาก
- คลัตซ์มีเสียงดัง เมื่อเหยียบแป้นคลัตซ์
- แป้นคลัตซ์สั่นขึ้น ๆ ลง ๆ ขณะกำลังขับ
ควรนำรถเข้าอู่ซ่อมช่วงล่าง หรือศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ

5. เกียร์ เกียร์จะทำหน้าที่เปลี่ยนแรงบิดของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับความเร็ว สัญญาณบอกเหตุว่าเกียร์มีปัญหาคือ
- มีเสียงดังทั้งในขณะอยู่ที่เกียร์ว่าง หรือเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่งอยู่
- เปลี่ยนเกียร์ยาก มีอาการติดขัด หรือต้องขยับอยู่นาน
- มีเสียงดังขณะเข้าเกียร์ ทั้ง ๆที่เหยียบคลัตซ์แล้ว
- ห้องเกียร์มีน้ำมันหล่อลื่นไหลออกมา
ควรนำรถเข้าอู่ตรวจสอบห้องเกียร์
6. พวงมาลัย พวงมาลัยที่มีปัญหาเหล่านี้ จะทำให้อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ยางเฟืองท้าย ชำรุดตามไปด้วย
- พวงมาลัยหนัก หรือต้องใช้แรงมากผิดปกติในการบังคับเลี้ยว
- พวงมาลัยหลวมเกินไป โดยมีระยะฟรีเกิน 1 นิ้ว
- พวงมาลัยสั่นในขณะขับ
ควรนำเข้าศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ

7. เบรก
ถ้าพบว่าเบรกมีอาการผิดปกติ ต้องรีบแก้ไขทันที เพราะเบรกชำรุด นำมาซึ่งอุบัติภัยได้ง่ายที่สุด
- เบรกลื่น หยุดรถไม่อยู่ แม้จะไม่ได้ลุยน้ำ
- เบรกแล้วรถปัดไปข้างใดข้างหนึ่ง
- แป้นเบรกยังจมลึกลงไปทั้ง ๆ ที่ถอนเท้าออกมาแล้ว
ควรนำรถเข้าอู่ซ่อมเบรกทันที

8. ไฟชาร์จ
ควรจะปรากฏขึ้นที่แผงหน้าปัดทุกครั้งที่เราสตาร์ทเครื่อง และเมื่อสตาร์ทติดแล้ว ครู่หนึ่งก็จะดับลง แต่ถ้าไฟชาร์จไม่สว่าง หรือสว่างแล้วไม่ยอมดับ อาจเกิดจากไดชาร์จผิดปกติหรือสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้ ที่แน่ ๆ คือไม่ควร ปล่อยทิ้งไว้ รีบนำรถเข้าอู่ไดชาร์จหรือระบบไฟ

9. หลอดไฟ หลอดไฟขาดบ่อย ๆ หรือต้องเติมน้ำกลั่นในหม้อแบตเตอรี่บ่อยเกินไป แสดงว่าอุปกรณ์ที่เราเรียกว่า “เรกูเลเตอร์” ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกระแสไฟให้ เหมาะสมชำรุด ควรนำรถเข้าอู่ระบบไฟ เพื่อซ่อมเรกูเลเตอร์ หรือหากชำรุดก็อาจจะต้องเปลี่ยนใหม่

10. น้ำมันหล่อลื่น ถ้าสัญญาณไฟเตือนระบบน้ำมันหล่อลื่นสว่างขึ้นในขณะขับขี่รถยนต์ หมายถึงว่าเครื่องยนต์กำลังทำงานโดยปราศจากน้ำมันหล่อลื่น รีบนำรถไปยังอู่ที่ใกล้ที่สุดทันทีถ้าอู่อยู่ไกล ให้เติมน้ำมันเครื่องใส่ลงในถังน้ำมันหล่อลื่นไปก่อน เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถ้าเป็นสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่น้ำมันหล่อลื่นแห้ง ควรใช้รถ ลากไปอู่ซ่อม

ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์

เตือนภัย"ยาบ้ากับปั๊มน้ำมัน รู้ไว้ใช่ว่า"

"ยาบ้ากับปั๊มน้ำมัน รู้ไว้ใช่ว่า"

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เรื่องนี้เพื่อนผมโดนมากับตัวเองครับ เวลาที่เราไปเติมน้ำมันตามปั๊ม... ขอแนะนำให้ลงมาดูนะครับเวลาเด็กปั๊มมันเติม เพราะถ้าคุณไม่ลงมาดูอาจเป็นแบบเพื่อนผม

เพื่อนผมไปเติมน้ำมันทางสายจะไปจังหวัดแพร่ พอเติมเสร็จขับรถออกมา มองดูกระจกหลังเห็นมีถุงพลาสติกปลิวไสวๆอยู่ที่ฝาเติมน้ำมัน ก็เลยจอดลงมาดู...ปรากฏว่าเจออะไรรู้ไหมครับ เจอยาบ้าห้าเม็ดอยู่ในถุง มันเห็นอย่างนั้นก็เลยรีบโยนทิ้งข้างทางไป พอขับรถออกมาได้สักหนึ่งกิโลเมตรก็เจอด่านตำรวจครับ ตำรวจเรียกตรวจ

"คำแรกที่ตำรวจบอกคือเปิดฝาถังน้ำมันหน่อย"....พอจะรู้กันหรือยังครับ รถเพื่อนผมโดนรื้อทั้งคันเลยเพราะมันหายาบ้าไม่เจอ ท่าทางหงุดหงิดมาก ค้นอยู่นานเป็นชั่วโมงเลย พอไม่เจอมันก็เลยปล่อยเพื่อนผมไป พอจะวิเคราะห์ออกไหมครับ

งานนี้ตำรวจไม่ดีกับเด็กปั๊มหากินด้วยกัน โดยการให้เด็กปั๊มแอบเอายาบ้ามามัดตามรถที่เติมน้ำมัน ยัดเสร็จ โทร.ไปแจ้งรูปพรรณรถกับตำรวจ แล้วพอค้นเจอยาก็จะขอตังส์ ให้เรื่องจบสองสามหมื่น แล้วไปแบ่งกันกับเด็กปั๊ม

โชคดีที่เพื่อนผมเห็นทันก็เลยรอดตัว เวลาไปเติมน้ำมันสังเกตกันให้ดีนะครับ ถ้าเจออย่างนี้ เซ็งครับ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย อ่านจบแล้วบอกต่อด้วยจะดีมากๆเลยครับ

ขอบคุณที่มา/http://www.sanook.com/
"ยาบ้ากับปั๊มน้ำมัน รู้ไว้ใช่ว่า"

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เรื่องนี้เพื่อนผมโดนมากับตัวเองครับ เวลาที่เราไปเติมน้ำมันตามปั๊ม... ขอแนะนำให้...ลงมาดูนะครับเวลาเด็กปั๊มมันเติม เพราะถ้าคุณไม่ลงมาดูอาจเป็นแบบเพื่อนผม

เพื่อนผมไปเติมน้ำมันทางสายจะไปจังหวัดแพร่ พอเติมเสร็จขับรถออกมา มองดูกระจกหลังเห็นมีถุงพลาสติกปลิวไสวๆอยู่ที่ฝาเติมน้ำมัน ก็เลยจอดลงมาดู...ปรากฏว่าเจออะไรรู้ไหมครับ เจอยาบ้าห้าเม็ดอยู่ในถุง มันเห็นอย่างนั้นก็เลยรีบโยนทิ้งข้างทางไป พอขับรถออกมาได้สักหนึ่งกิโลเมตรก็เจอด่านตำรวจครับ ตำรวจเรียกตรวจ

"คำแรกที่ตำรวจบอกคือเปิดฝาถังน้ำมันหน่อย"....พอจะรู้กันหรือยังครับ รถเพื่อนผมโดนรื้อทั้งคันเลยเพราะมันหายาบ้าไม่เจอ ท่าทางหงุดหงิดมาก ค้นอยู่นานเป็นชั่วโมงเลย พอไม่เจอมันก็เลยปล่อยเพื่อนผมไป พอจะวิเคราะห์ออกไหมครับ

งานนี้ตำรวจไม่ดีกับเด็กปั๊มหากินด้วยกัน โดยการให้เด็กปั๊มแอบเอายาบ้ามามัดตามรถที่เติมน้ำมัน ยัดเสร็จ โทร.ไปแจ้งรูปพรรณรถกับตำรวจ แล้วพอค้นเจอยาก็จะขอตังส์ ให้เรื่องจบสองสามหมื่น แล้วไปแบ่งกันกับเด็กปั๊ม

โชคดีที่เพื่อนผมเห็นทันก็เลยรอดตัว เวลาไปเติมน้ำมันสังเกตกันให้ดีนะครับ ถ้าเจออย่างนี้ เซ็งครับ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย อ่านจบแล้วบอกต่อด้วยจะดีมากๆเลยครับ

ขอบคุณที่มา/http://www.sanook.com/

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

สธ. เตือนผู้สูงอายุเลี่ยงโต้ลมหนาว เสี่ยงเสียชีวิต


 

สธ. เตือนผู้สูงอายุเลี่ยงโต้ลมหนาว เสี่ยงเสียชีวิต เพราะความไวประสาทรับรู้ที่ผิวหนังลดลง (กระทรวงสาธารณสุข)

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ห่วงสุขภาพผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่อากาศหนาวเย็น แนะให้สวมเสื้อผ้าหรือเครื่องกันหนาวให้ความอบอุ่นร่างกายเป็นพิเศษ เนื่องจากประสาทรับรู้ความหนาวเย็นที่ผิวหนังมีความไวลดลง เสี่ยงอุณภูมิในตัวลดลง จนเกิดอันตรายขั้นเสียชีวิต

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า สภาพอากาศหนาวเย็นในขณะนี้ ประชาชนจะเสี่ยงเจ็บป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวมได้ง่าย เนื่องจากเชื้อไวรัสเจริญเติบโตได้ดีและสภาพอากาศแห้ง ที่น่าห่วงคือกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งขณะนี้ทั่วประเทศมีประมาณ 8 ล้านคน ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 48 เบาหวานร้อยละ 16 ซึ่งภัยของสภาพอากาศที่หนาวเย็น อาจมีผลให้โรคประจำตัวที่กล่าวมากำเริบ มีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

นายแพทย์ณรงค์ กล่าวต่อว่า โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่ที่อากาศหนาวเย็นจัด ขอให้รักษาความอบอุ่นของร่างกายเป็นกรณีพิเศษ สวมเสื้อผ้าที่หนาหรือเครื่องกันหนาวอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะเวลากลางคืน เนื่องจากระบบประสาทรับรู้ความหนาวเย็นที่ผิวหนังของผู้สูงอายุจะมีความไวลดลง จึงไม่สามารถตอบสนองต่อความเย็นของอากาศรอบตัวด้วยการหนาวสั่นหรือการหดตัวของกล้ามเนื้อ เพื่อให้เกิดความอบอุ่นได้ดีเหมือนในคนหนุ่มสาว

นอกจากนี้ ระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมหลอดเลือดที่ผิวหนังไม่ให้สูญเสียความร้อนจากร่างกาย ก็เสื่อมลงตามอายุขัย ดังนั้น หากปล่อยให้อุณหภูมิของร่างกายลดลงมากผิดปกติ จะทำให้เลือดมีสภาพหนืดข้น และเส้นเลือดหดตัว ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดในร่างกายไม่ดี หัวใจต้องทำงานเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายหนักขึ้น อาจเสียชีวิตได้

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ทุกจังหวัด โดยเฉพาะในภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งอากาศหนาวเย็นกว่าภาคอื่น ๆ ให้ความรู้ประชาชนในการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยสวมเสื้อผ้าหนา ๆ เครื่องกันหนาว เพื่อรักษาร่างกายให้อบอุ่น โดยเฉพาะบริเวณที่สำคัญ 3 ส่วน ได้แก่
1.หน้าอก ซึ่งมีหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย

2.ลำคอ ในที่ที่หนาวมากควรใช้พันผ้าพันคอ

และ 3.ที่ศีรษะ ควรสวมหมวกเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย

นอกจากนี้ ควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอและครบหมู่ เพิ่มอาหารประเภทแป้งและไขมันเพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย ยกเว้นผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาบ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอไม่ตรากตรำทำงานหนักจนเกินไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 

1 ก.พ. 56 เปิดบ้านหนังสืออัจฉริยะ


1 ก.พ. 56 เปิดบ้านหนังสืออัจฉริยะ
นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ปรับเปลี่ยนโครงการคูปองสร้างเสริมอัจฉริยะ จัดสรรคูปองให้เยาวชนที่เรียนดี ประพฤติดี นำไปแลกหนังสือจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เป็นโครงการบ้านหนังสืออัจฉริยะ โดยใช้งบประมาณ 450 ล้านบาท ที่ตั้งไว้เดิม มาจัดหาหนังสือเข้าห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดเฉลิมราชกุมารีฯ นั้น สำนักงาน กศน. จะมอบหมายให้สำนักงาน กศน. จังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการคัดเลือกบ้านที่สนใจ มีจิตอาสาที่จะร่วมในโครงการฯ และพร้อมที่จะให้บริการประชาชนในเรื่องของการอ่าน ภายใต้ชื่อ บ้านหนังสืออัจฉริยะ (ห้องสมุดประชาชนประจำหมู่บ้าน) ขณะเดียวกันจะแต่งตั้งให้เป็นอาสาสมัคร กศน. ด้วย
เลขาธิการ กศน.กล่าวต่อไปว่า พื้นที่ในการดำเนินงานนั้น มีเป้าหมายให้ดำเนินการ 50% ของจำนวนหมู่บ้านในแต่ละจังหวัด ยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ที่ต้องดำเนินการทุกหมู่บ้าน รวมแล้วจะมีหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ 41,800 หมู่บ้าน สำหรับหนังสือที่จะจัดให้บริการในบ้านหนังสืออัจฉริยะ ประกอบด้วยหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับ หนังสือรายปักษ์ 1 ฉบับ หนังสือรายสัปดาห์ 1 ฉบับ หนังสือนวนิยาย หนังสือที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพต่าง ๆ และหนังสือแบบเรียนเพื่อสื่อสาร เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาอาเซียน และหนังสือแบบเรียน กศน. ทั่วไป นอกจากนี้สำนักงาน กศน. จะได้จัดงบฯเพื่อจัดซื้อหนังสือที่ดี มีคุณภาพ มีประโยชน์ เพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้า หาความรู้ ให้แก่ห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี และห้องสมุดประชาชนจังหวัด อำเภอ และตำบลด้วย ทั้งนี้ จะเปิดตัวโครงการดังกล่าวพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 ก.พ.นี้         ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ส่งเสริมการอ่าน ส่งเสริมสุขภาพ “มหกรรมสุขภาพ 30 ปี โรงพยาบาลกันตัง”


ส่งเสริมการอ่าน ส่งเสริมสุขภาพ “มหกรรมสุขภาพ 30 ปี โรงพยาบาลกันตัง”
เมืองตรังเมืองแห่งความสุข คนกันตังสุขภาพดี โรงพยาบาลกันตังร่วมกับภาคีเครือข่ายส่งเสริมสุขภาพในอำเภอกันตังจัดมหกรรมสุขภาพ ขึ้นระว่างวันที่ 13-14 ธันวาคม 2555 ณ อาคารคอนซิมบี้ เทศบาลเมืองกันตัง อ.กันตัง จ.ตรัง นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วย นายวิสิฐ ตั้งปอง นายอำเภอกันตัง นายแพทย์ยศกร เนตรแสงทิพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกันตัง เป็นประธานและร่วมในพิธีเปิดงาน มหกรรมสุขภาพ 30ปี  โรงพยาบาลกันตัง "เมืองแห่งความสุข คนกันตังสุขภาพดีโดยมีบุคลากรทางการแพทย์ นักเรียน อสม. และเครือข่ายสาธารณสุขร่วมกิจกรรมกว่า1,000 คน     สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่กิจกรรมต่างๆของโรงพยาบาลกันตังให้ประชาชนได้รับทราบ พร้อมทั้งเป็นการสร้างกระแสกระบวนการสร้างสุขภาพและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายบริการสุขภาพ โดยมีการจัดกิจกรรม อาทิ ผ่าตัดต้อกระจก,ไม้เท้าสีขาว,เดินวิ่งมินิมาราธอน, การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังครบวงจร, การประชุมวิชาการ ประกวดนวัตกรรม, จดจำความรู้สึกดีๆ30ปี ไม่เคยลืมเลือน นิทรรศการ ฯ กศน.อำเภอกันตังหนึ่งสถานศึกษาที่ร่วมส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องซึ่งมีการดำเนินการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การเทียบระดับการศึกษา จัดโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียน จัดและส่งเสริมการมีอาชีพ จัดการศึกษาสำหรับผู้พิการ ฯ  แสะที่สำคัญคือการส่งเสริมการอ่านเพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยการจัดโครงการส่งเสริมการอ่าน ส่งเสริมสุขภาพ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกตำบล โครงการดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยบรรณารักษ์ ครูกศน.ตำบล และอาสาสมัครรักการอ่าน นำหนังสือไปหมุนเวียน ไปร่วมจัดกิจกรรมทุกเดือน  

ส่งเสริมการอ่าน ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2556


ส่งเสริมการอ่าน ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2556 กศน.ตรัง ใครจะรู้ว่ารถโมบายส่งเสริมการอ่านจะสร้างความสุขให้กับเด็กๆ ในกิจกรรมส่งท้ายเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2556 ซึ่ง โรงเรียนปัญญาวิทย์ จังหวัดตรัง จัดกิจกรรมให้กับนักเรียนขึ้น

    เมื่อวันที่    28 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา  น้องๆ โรงเรียนนี้ ให้ความสนใจ      กับการขึ้นรถโมบาย ที่ทางสำนักงาน กศน.จังหวัดตรัง ร่วมจัดกิจกรรมในวันดังกล่าว กันเป็นจำนวนมาก ที่ประทับใจสุดๆ คือน้องๆ มาถามหาหนังสือที่ตนอยากจะอ่าน เมื่อได้หนังสือแล้ว และ  ก็มานั่งอ่านกันอย่างเอาจริงเอาจัง มองแล้วเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่ง เห็นแล้วปลื้มใจแทนผู้ปกครอง ที่ทางโรงเรียนปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลานของท่าน...........


พาสเจอไรส์/mysci


    พาสเจอไรส์ (pasteurization) เป็นการฆ่าเชื้อ    โดยใช้ความร้อนสามารถทำลายเอนไซม์ต่าง ๆ รวมทั้งจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค โดยสามารถเลือกใช้อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 63 องศาเซลเซียส และคงอยู่ที่อุณหภูมินี้ไม่น้อยกว่า 30 นาที แล้วทำให้เย็นลงทันทีที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่า ควรเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพาสเจอไรส์ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียสเพราะสามารถยับยั้งการงอกของสปอร์ จึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

โกปี้




โอวยัวะ เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว คำว่าโอวหมายถึงดำ คำว่ายัวะหมายถึงร้อน โอวยัวะจึงเป็นกาแฟดำร้อน และคำว่าโกปี๊ (Kopi) เป็นภาษามาเลย์คือกาแฟดำใส่น้ำตาล

คำขวัญวันเด็กปี 56


ที่มาที่ไปของ คำขวัญวันเด็ก

        เด็กเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญยิ่งของประเทศชาติ เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าและมั่นคง โดยปกติอายุของเด็กที่เข้าร่วมฉลองในงานนี้จะต่ำกว่า 14 ปี เพื่อเตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ เด็กควรจะมีความขยันหมั่นศึกษาหาความรู้ รู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ มีระเบียบวินัย ขยันขันแข็ง ช่วยเหลือกันและกัน เสียสละรู้จักสิทธิหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งรักษาความสะอาดและรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสาธารณสมบัติ .......
.... ..    ถ้าหากเด็กตระหนักถึงอนาคตของตนเองและของชาติโดยการปฏิบัติตนตามที่กล่าวมานั้น ก็จะได้ชื่อว่าเป็น "เด็กดี" และประเทศชาติก็จะเจริญรุ่งเรือง ในขณะเดียวกัน เพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ จึงได้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พ.ศ. 2498 และถือปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 2506 แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม เพราะเป็นช่วงหมดฤดูฝนแล้วและเป็นวันหยุดราชการอีกด้วย ดังนั้นจึงถือปฏิบัติมาจนถึงวันนี้

คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ในปีต่าง ๆ
ความเป็นมา
ในปี พ.ศ. 2502 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ให้คุณค่าความสำคัญของเด็ก จึงมอบคำขวัญให้เป็นข้อคติเตือนใจ สำหรับเด็กปีละ 1 คำขวัญ นายกรัฐมนตรีสมัยต่อมา ได้ถือเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมาดังนี้