หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2556

ช็อคโกแลต ทานอย่างไรให้สุขภาพดี


ช็อคโกแลต ทานอย่างไรให้สุขภาพดี


ช่วงเดือนแห่งความรักเวียนมาถึงทั้งที หลายๆ คนคงหนีไม่พ้นที่จะต้องหยิบ "ช็อคโกแลต" เข้าปากกันเป็นแน่ใช่ไหมค่ะ มุมสุขภาพสำหรับวันศุกร์นี้ ขอไม่ตกเทรนด์ด้วยการนำสาระดีๆ จากการทานช็อคโกแลตให้ได้ประโยชน์มาฝากกันค่ะ

ช็อคโกแลต นอกจากจะเป็นของหวานยอดนิยมตลอดปีไม่มีตกยุคแล้ว นักวิทยาศาสตร์หลายสำนักต่างสนใจค้นหาประโยชน์ของช็อคโกแลต และพบว่า ในขนมหวานสีน้ำตาลดำชนิดนี้มีคุณค่านานาแฝงอยู่ สารสำคัญที่พบในช็อคโกแลตมีหลายชนิด แต่หลักๆ ที่สำคัญและมีประโยชน์มาก คือ ฟลาโวนอยด์ ซึ่งจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่มากมายในเมล็ดโกโก้ จึงเป็นยาวิเศษขนานหนึ่งที่ทำให้คนที่กินช็อคโกแลตอยู่ห่างไกลจากโรคหัวใจและมะเร็งได้

ศาสตราจารย์โรเจอร์ คอร์เดอร์ นักวิทยาศาสตร์การอาหาร มหาวิทยาลัยลอนดอน วิจัยแล้วพบว่า ในช็อคโกแลตดำมีสารโกโก้ฟาโวนอยด์ สูงกว่าช็อคโกแลตอื่นๆ สารนี้ช่วยส่งเสริมระบบไหลเวียนโลหิต เสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดให้แข็งแรง ป้องกันเลือดจับตัวกันเป็นลิ่ม ลดเสี่ยงเส้นเลือดในสมองอุดตัน ความดันโลหิตสูง และหัวใจวาย นอกจากนี้ในช็อคโกแลตยังอุดมด้วย "กรดอะมิโนทริปโตแฟน" ช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข "เซโรโทนิน" ออกมาละลายความตึงเครียดและแทนที่ด้วยความรู้สึกสุขสดชื่น

งานวิจัยของศาสตราจารย์คาร์ล คีน และคณะจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ทดลองให้อาสาสมัคร 30 คน ดื่มเครื่องดื่มทุกชนิด ได้แก่ น้ำ, โก้โก้ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน โดยดื่มครั้งละ 1 ชนิด ในช่วงเวลาต่างกันตามที่กำหนด และต้องเจาะเลือดออกมาตรวจทุกครั้งทั้งก่อนและหลังดื่ม พบว่า ทุกครั้งหลังจากดื่มโกโก้ เกล็ดเลือดของอาสาสมัครทุกคนจับตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนน้อยกว่าเมื่อดื่มน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มคาเฟอีนชนิดอื่น แสดงว่าโกโก้สามารถป้องกันไม่ให้เลือดจับตัวกันเป็นลิ่มจนทำให้เส้นเลือดตีบตัน จึงช่วยลดภาวะเส้นเลือดอุดตันและสดความเสี่ยงหัวใจวายกะทันหันได้

ส่วน ดร.ไบรอัน เราเดนบุช จากมหาวิทยาลัยวีลลิง เยซูอิต สหรัฐฯ เผยความลับของช็อคโกแลตว่า เป็นแหล่งของสารกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าทุกครั้งที่กินเข้าไป เช่น ทีโอโบรมีน, ฟีนีไทลามีน, และคาเฟอีน ดร.เราเดนบุช ทดลองใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์วัดการสั่งงานของสมองและทดสอบปฏิกิริยาต่างๆ ของอาสาสมัครที่กินช็อคโกแลตดำ, ช็อคโกแลตนม เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กินอะไรเลย ก็พบว่า กลุ่มที่กินช็อคโกแลตมีปฏิกิริยาตอบสนองดีกว่า โดยเฉพาะกลุ่มที่กินช็อคโกแลตนมจะตอบสนองในส่วนของความจำได้ดีกว่ากลุ่มอื่น

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัยมากมายที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของช็อคโกแลต แต่อย่าเพิ่งด่วนดีใจจนโหมกินช็อคโกแลตมากไปกว่าข้าวเด็ดขาดนะคะ เพราะช็อคโกแลตที่จำหน่ายอยู่ทั่วไปไม่ว่าจะถูกหรือแพง ล้วนมีไขมันและน้ำตาลเป็นตัวชูโรงร่วมกันกับโกโก้ หากบริโภคอย่างไม่มีขีดจำกัด มีหวังประโยชน์ของช็อคโกแลตคงจะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นโทษเสียมากกว่า เพราะไขมันและน้ำตาลที่ช่วยเพิ่มความอร่อยอาจกลายเป็นส่วนเกินเมื่อเข้าสู่ร่างกาย

ทั้งนี้ทีมนักวิจัยในสวิตเซอร์แลนด์ก็ได้ทดลองให้กลุ่มบุคคลที่แข็งแรงแต่สูบบุหรี่ กินช็อคโกแลตต่างชนิดกันเป็นประจำทุกวัน วันละ 40 กรัม ติดต่อกันในระยะเวลาที่กำหนด และควบคุมไม่ให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากแหล่งอาหารอื่นๆ เลย กลุ่มบุคคลเหล่านี้ล้วนเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตัน แต่ภายหลังการทดลองทีมวิจัยพบว่า กลุ่มที่กินช็อคโกแลตดำ ซึ่งมีเนื้อโกโก้อยู่ 74% มีระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้นและดีกว่ากลุ่มอื่นๆ ส่วนกลุ่มที่กินช็อคโกแลตขาวกลับไม่มีผลอันใดเลย พวกเขาจึงสรุปว่า กินช็อคโกแลตดำวันละนิดช่วยให้จิตผ่องใสและห่างไกลจากโรคภัยได้นะคะ

ดังนั้น หากจะกินช็อคโกแลตแล้วให้ได้ประโยชน์มากกว่าโทษ ก็ควรจะเลือกช็อคโกแลตที่มีส่วนผสมของไขมันและน้ำตาลต่ำแต่มีปริมาณโกโก้สูง นัยหนึ่งก็หมายถึง "ช็อคโกแลตดำ" นั่นเองล่ะ
แม้ว่าในช็อคโกแลตจะอุดมไปด้วยไขมัน แต่ 2 ใน 3 ของไขมันที่มีอยู่ในช็อคโกแลต เป็นไขมันอิ่มตัวที่เรียกว่า สเตีย และไขมันไม่อิ่มตัวชนิดโอเลอิก ซึ่งจะไม่ไปช่วยเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดเลว ในกระแสเลือด ฉะนั้นจึงหมดห่วงไปได้อีกเปราะหนึ่ง
อย่าลืมนะคะว่า แม้เราจะรู้ว่าอะไรแล้วดี แต่ก็ไม่ควรทานมากอย่างสุดโต่ง เนื่องจากอะไรที่เกินพอดีจะกลับกลายเป็นผลร้าย และอาจเสี่ยงสะสมสารอันตราย ดังนั้น เดินทางสายกลางไว้.

"PrincessFangy"
twitter.com/PrincessFangy
แหล่งที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์ 

ขจัดปัญหาแก๊สแน่นท้อง กับ 10 อาหารควรเลี่ยง

ขจัดปัญหาแก๊สแน่นท้อง กับ 10 อาหารควรเลี่ยง




ไม่ว่าใครคงเคยประสบอาการแน่นท้องเพราะแก๊สในกระเพาะอาหาร ซึ่งปัญหาดังกล่าวสร้างความอึดอัด ชวนรำคาญใจ แถมยังทำให้ต้องอายหากลมในท้องระบายออกมาในเวลาที่ไม่เหมาะสมอีกต่างหาก

เป็นที่ทราบกันดีว่าถั่วเป็นหนึ่งในอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร แต่ทราบหรือไม่ว่ายังมีอาหารอีกหลายชนิดที่ก่อให้เกิดอาการแน่นท้องได้ วันนี้เรานำอาหารและการปฎิบัติตนที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวมาฝากกันค่ะ

1. อย่าดื่มน้ำพร้อมอาหาร 
การดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหารนับเป็นเรื่องที่ฟังดูปกติ แต่กลับทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะได้ เพราะโดยปกติแล้วเราจะกลืนอากาศเข้าไประหว่างดื่มน้ำและรับประทานอาหารอยู่แล้ว แต่หากยิ่งรับประทานและดื่มสลับกันระหว่างมื้ออาหารจะยิ่งทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะมากขึ้น ฉะนั้นควรเก็บน้ำไว้เป็นรายการสุดท้ายหลังรับประทานอาหารอิ่มแล้ว

2. เคี้ยวอาหารให้ช้าๆ
การรับประทานที่เร็วเกินไปก็ยังทำให้เรากลืนอากาศเข้าไปด้วยเช่นกัน ฉะนั้นควรเคี้ยวให้ละเอียด แต่ละมื้อควรมีเวลารับประทานอย่างน้อย 20 นาที และควรเลี่ยงการรับประทานระหว่างยืน เดิน และดูโทรทัศน์

3. การออกกำลังการอย่างหนัก
มีผลศึกษาเปิดเผยว่า 71% ของนักวิ่งมีปัญหาเรื่องการย่อย แก๊สในกระเพาะ และท้องอืด เพราะระหว่างการออกกำลังกายเรามีแนวโน้มจะหายใจทางปาก ซึ่งทำให้ได้รับอากาศเข้าท้องมากเกินไป

4. รับประทานผักบางประเภท
เชอรี่ หัวหอม ผักกาดขาว แอปเปิ้ล เห็ด และข้าวโพด เหล่านี้เป็นผักผลไม้ที่ก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้คือถั่วทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กขนาดใหญ่ หรือถั่วที่ขึ้นชื่อว่าดีต่อสุขภาพอย่างถั่วเหลือง ซึ่งลำไส้เล็กย่อยไม่หมดจึงเหลือไปถึงลำไส้ใหญ่ ทำให้แบคทีเรียสร้างแก๊สขึ้นได้

5. ความเครียดและความตื่นเต้น 
นอกจากจะสร้างปัญหาสุขภาพหลายอย่างแล้ว ความเครียดและความตื่นเต้นยังทำให้เรากลืนอากาศเข้าไปโดยไม่รู้ตัว

6. ชีส
ในอาหารจำพวกนม หรือชีส จะมีน้ำตาลแล็คโตส ซึ่งจะถูกย่อยโดยเอนไซม์ชื่อแลคเตส แต่หากกระบวนการย่อยทำงานไม่ดีก็จะเกิดแก๊สและอาการท้องอืดได้

7. อาหารอุ่นซ้ำ 
อาหารจำพวกแป้งที่ย่อยยาก อย่างแป้งพาสต้า เมื่อเย็นลง แล้วอุ่นซ้ำจะย่อยยากขึ้น เมื่อย่อยไม่หมดและหลงเหลือไปถึงลำไส้เล็ก จะทำให้แบคทีเรียย่อยอาหาร และนำไปสู่อาการท้องอืดได้

8. เบียร์และไวน์แดง 
ไม่เพียงแต่จะมีแก๊สเท่านั้น เบียร์ยังหมักจากยีสต์ที่อาจทำให้สมดุลย์ของแบคทีเรียในกระเพาะเสียไป และก่อให้เกิดปัญหาในระบบย่อยอาหารได้ ส่วนไวน์มีสารที่ทำให้ไวน์เป็นสีแดงที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในระบบย่อย

9. หมากฝรั่ง 
การเคี้ยวหมากฝรั่งทำให้เรากลืนลมเข้าไปมากเกินไปได้ นอกจากนี้สารไซลิทอลในหมากฝรั่งหลายชนิดยังก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้

10. น้ำอัดลม 
ไม่ต้องบอกคงทราบกันดีว่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่อัดไว้ในน้ำอัดลมให้มีความซ่าจะก่อให้เกิดแก๊สได้โดยตรง

สำหรับท่านที่มีแก๊สเยอะ การหลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มเสี่ยงก็อาจช่วยให้ไม่ต้องหงุดหงิดใจอีกต่อไปก็เป็นได้ค่ะ

เรียบเรียงจากเดลิเมล

แหล่งที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 

ระวัง กระดูกข้อศอกเคลื่อน ในเด็ก


  • เพิ่มเติมเรื่อง  “Pulled elbow” กระดูกข้อศอกเคลื่อน 
อาการบาดเจ็บเช่นนี้เกิดมากที่สุดช่วงอายุ 1-5 ปี 
เป็นการบาดเจ็บแบบฉับพลันที่ข้อศอก เมื่อน้องถูกดึง/กระชากที่แขนบริเวณข้อมือและข้อศอกค่ะ
หมอพจน์เล่าว่าคนไข้มักบาดเจ็บเพราะถูกกระชากที่แขนเวลาแม่รีบขึ้นรถประจำทาง หรือพ่อแม่จับแขนลูกเหวี่ยงไปมาเป็นชิงช้าค่ะ

สำหรับน้องเบบี๋ที่มี grasping reflex จับมือและคุณแม่ยกตัวน้องขึ้นเป็นซิทอัพนั้น ไม่เป็นอันตราย
เพียงแต่ต้องระวังไม่ให้น้องจับมือเราแต่ฝ่ายเดียว เราควรจับมือน้องไว้ด้วย เพราะน้องอาจปล่อยมือเองได้ค่ะ :)

http://www.rch.org.au/kidsinfo/fact_sheets/Pulled_Elbow/
    เพิ่มเติมเรื่อง “Pulled elbow” กระดูกข้อศอกเคลื่อน
    อาการบาดเจ็บเช่นนี้เกิดมากที่สุดช่วงอายุ 1-5 ปี
    เป็นการบาดเจ็บแบบฉับพลันที่ข้อศอก เมื่อน้องถูกดึง/กระชากที่แขนบริเวณข้อมือและข้อศอกค่ะ
    หมอพจน์เล่าว่าคนไข้มักบาดเจ็บเพราะถูกกระชากที่แขนเวลาแม่รีบขึ้นรถประจำทาง หรือพ่อแม่จับแขนลูกเหวี่ยงไปมาเป็นชิงช้าค่ะ

    สำหรับน้องเบบี๋ที่มี grasping reflex จับมือและคุณแม่ยกตัวน้องขึ้นเป็นซิทอัพนั้น ไม่เป็นอันตราย
    เพียงแต่ต้องระวังไม่ให้น้องจับมือเราแต่ฝ่ายเดียว เราควรจับมือน้องไว้ด้วย เพราะน้องอาจปล่อยมือเองได้ค่ะ :)

    http://www.rch.org.au/kidsinfo/fact_sheets/Pulled_Elbow/

กล้วย ต้านมะเร็ง (กล้วยไข่)

  • นักวิจัยชาว ญี่ปุ่นได้ระบุว่ากล้วยที่สุกเต็มที่จะสร้าง สาร TNF (Tumor Necrosis Factor) สารตัวนี้มีความสามารถที่จะต่อสู้กับเซลล์ ที่ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็งเป็นต้าน สาร TNF เป็นตัวที่ช่วยสร้าง CD4 ให้ เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยในการสร้างภูมิต้านทานในร่างกายเราให้สูงขึ้น ในจำนวน กล้วยทั้งหมด กล้วยไข่จะมีสารต้านมะเร็งมาก มีสาร TNF มากที่สุด โดยให้เลือกชนิดที่มีจุดดำๆ จะดีที่สุด คำแนะนำคือให้กินกล้วยวันละ 1-2 ใบเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ และอื่นๆ กล้วยทีมีผิวเหลืองและมีจุดดำๆหลายๆแห่งจะมีคุณสมบัติในการเพิ่มเม็ดเลือดขาว ได้มากกว่ากล้วยที่มีผิวเขียวถึง 8 เท่า

    Credit : นิตยสารไม่ ลองไม่รู้เพื่อเกษตรวันนี้

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

แมงลักช่วยได้


  • สาระน่ารู้

แมงลักช่วยได้ ใครรู้บ้างว่าตัวเองแบกอุจจาระไปไหนต่อไหนกีกิโลกรัม?
หมอพรทิพย์เคยผ่าศพพบอุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจ บางศพมีอุจจาระน้ำหนักถึง 10 กิโลกรัม มันตกค้างอยู่ได้อย่างไร

“อุจจาระตกค้าง ” อุจจาระตกค้าง เนื่องมาจาก
1. เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด
2.. กินอาหารที่มีกากใยน้อย
3. มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ
4. ระบบดูดซึมเสีย เพราะน้ำมันพืชเคลือบ ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่หมุนเวียน
5. ไม่ถ่ายอุจจาระเวลา 05.00-07.00 เช้า

หากถ่ายอุจจาระ หลังเวลา 7 โมงเช้า ลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน เวลาถ่าย จะถ่ายไม่หมด แต่ไม่รู้ตัว ที่ปลายลำไส้จะมีประสาทปลายทวาร เมื่อมีอุจจาระที่เหลวพอ มาจ่อปลายทวาร ประสาทจะส่งสัญญานบอกสมองให้ปวดอึ หลัง 7 โมงเช้า

ลำไส้จะทำงานไม่เป็นปกติ บีบอุจจาระให้ขาดช่วง เวลาถ่ายจนรู้สึกว่าหมดแล้ว เราก็หยุด แต่ความจริง อุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออก แต่มันถูกดันกลับขึ้นไป ไม่มาจ่อปลายทวาร ทำให้เราไม่ปวดอึ เราก็นึกว่าหมดแล้ว อุจจาระที่ค้างไว้นี้ ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่า มันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น

ฉะนั้น ทุกวันที่ถ่าย มันก็ถ่ายเฉพาะอึที่เหลวพอ ส่วนที่เหลือ ก็เกาะไปเรื่อย ๆ อุจจาระตกค้างจะไปทับเส้นเลือดต่าง ๆ

ในกระเพาะและ กดทับกระดูกหลัง ทำให้เกิดอาการมากมาย เช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก เวียนหัว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เป็นฝ้า ไมเกรน และ อื่น ๆ


“นั่นแหละเป็นที่มา..ที่คุณหมอพรทิพย์เขียนไว้ว่า เวลาผ่าศพจะเจออุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจบางศพ มีน้ำหนักอุจจาระถึง 10 กิโล”

การนำอุจจาระตกค้างออกจึงจำเป็นต้องหาว่าเป็นที่สาเหตุใดใน 5 สาเหตุข้างต้น แต่ถ้าสามารถได้รับการตรวจด้วยลูกดิ่งเพนดูลั่มก็จะรู้ได้ สำหรับท่านที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาให้ตรวจก็แนะนำให้ถ่ายพยาธิเสียก่อน แล้ว ลองสูตรอาหารดังต่อไปนี้

1. เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้ 30 นาที ดื่มก่อนนอน
เม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้างออกมา ทานเป็นปกติได้ทุกวัน หรือ 3-4วันต่อสัปดาห์ แล้วแต่จะชอบ

2. นมสด 2 กล่อง (รวมจะได้ประมาณ 500 มิลลิตร) และ กล้วยน้ำว้า 2 ลูก ทานก่อน 6 โมงเช้า
ช่วงแรกควรทานติดกัน 3 วัน หากถ่ายก่อน 7 โมงเช้าเป็นปกติได้แล้ว ก็ลดมาเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือ ตามที่เห็นสมควร

3. ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบ ผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออกมา 

คราวนี้เรามาดูประโยชน์ของแมงลักกันบ้างค่ะ ว่าพืชพันธุ์ผลไม้ของไทย จะมีสรรพคุณดีๆอย่างไรกันบ้าง

ใครที่ชอบทาน "แมงลัก"ทราบถึงประโยชน์หรือไม่ วันนี้มีเกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน...

"แมงลัก" เป็นผักสวนครัว ที่มีหน้าตาคล้ายกับกะเพราและโหระพา เป็นผักที่รู้จักกันดี เนื่องจากนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารได้หลากหลาย เช่น เอาใบมาใส่ในแกงเลียง หรือกินสด ๆ คู่กับขนมจีนน้ำยา เป็นต้น

ประโยชน์ของ ใบแมงลัก คือ ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในลำไส้ แก้วิงเวียน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ หรือจะนำใบแมงลักมาต้มกับน้ำ ดื่มเป็นประจำก็จะช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้หรือ โรคทางเดินอาหารได้ด้วย และใบแมงลักยังให้สารเบต้าแคโรทีนและแคลเซียม ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย

ส่วนเม็ดแมงลักก็มีสรรพคุณ คือ มักจะถูกนำไปทำเป็นอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน เนื่องจากเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน และยังมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก แถมยังช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย

วิธีรับประทานก็ให้นำเมล็ดแมงลักประมาณ 2 ช้อนชา ผสมน้ำร้อน 1 แก้ว หรือจะชงกับน้ำผึ้งหรือน้ำสมุนไพรต่าง ๆ ก็ได้

ข้อควรระวัง จะต้องรอให้เม็ดแมงลักพองตัวเต็มที่เสียก่อนจึงค่อยกินไม่เช่นนั้น แทนที่จะช่วยระบาย ก็กลับจะทำให้ท้องผูกแทน

รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมหันมาทานแมงลักกัน เพื่อสุขภาพที่ดี

เครดิต: Lemonglass Closet และ ชีวอโรคยา
    สาระน่ารู้

    แมงลักช่วยได้ ใครรู้บ้างว่าตัวเองแบกอุจจาระไปไหนต่อไหนกีกิโลกรัม?
    หมอพรทิพย์เคยผ่าศพพบอุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจ บางศพมีอุจจาระน้ำหนักถึง 10 กิโลกรัม มันตกค้างอยู่ได้อย่างไร

    “อุจจาระตกค้าง ” อุจจาระตกค้าง เนื่องมาจาก
    1. เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด
    2.. กินอาหารที่มีกากใยน้อย
    3. มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ
    4. ระบบดูดซึมเสีย เพราะน้ำมันพืชเคลือบ ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่หมุนเวียน
    5. ไม่ถ่ายอุจจาระเวลา 05.00-07.00 เช้า

    หากถ่ายอุจจาระ หลังเวลา 7 โมงเช้า ลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน เวลาถ่าย จะถ่ายไม่หมด แต่ไม่รู้ตัว ที่ปลายลำไส้จะมีประสาทปลายทวาร เมื่อมีอุจจาระที่เหลวพอ มาจ่อปลายทวาร ประสาทจะส่งสัญญานบอกสมองให้ปวดอึ หลัง 7 โมงเช้า

    ลำไส้จะทำงานไม่เป็นปกติ บีบอุจจาระให้ขาดช่วง เวลาถ่ายจนรู้สึกว่าหมดแล้ว เราก็หยุด แต่ความจริง อุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออก แต่มันถูกดันกลับขึ้นไป ไม่มาจ่อปลายทวาร ทำให้เราไม่ปวดอึ เราก็นึกว่าหมดแล้ว อุจจาระที่ค้างไว้นี้ ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่า มันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น

    ฉะนั้น ทุกวันที่ถ่าย มันก็ถ่ายเฉพาะอึที่เหลวพอ ส่วนที่เหลือ ก็เกาะไปเรื่อย ๆ อุจจาระตกค้างจะไปทับเส้นเลือดต่าง ๆ

    ในกระเพาะและ กดทับกระดูกหลัง ทำให้เกิดอาการมากมาย เช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก เวียนหัว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เป็นฝ้า ไมเกรน และ อื่น ๆ


    “นั่นแหละเป็นที่มา..ที่คุณหมอพรทิพย์เขียนไว้ว่า เวลาผ่าศพจะเจออุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจบางศพ มีน้ำหนักอุจจาระถึง 10 กิโล”

    การนำอุจจาระตกค้างออกจึงจำเป็นต้องหาว่าเป็นที่สาเหตุใดใน 5 สาเหตุข้างต้น แต่ถ้าสามารถได้รับการตรวจด้วยลูกดิ่งเพนดูลั่มก็จะรู้ได้ สำหรับท่านที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาให้ตรวจก็แนะนำให้ถ่ายพยาธิเสียก่อน แล้ว ลองสูตรอาหารดังต่อไปนี้

    1. เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้ 30 นาที ดื่มก่อนนอน
    เม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้างออกมา ทานเป็นปกติได้ทุกวัน หรือ 3-4วันต่อสัปดาห์ แล้วแต่จะชอบ

    2. นมสด 2 กล่อง (รวมจะได้ประมาณ 500 มิลลิตร) และ กล้วยน้ำว้า 2 ลูก ทานก่อน 6 โมงเช้า
    ช่วงแรกควรทานติดกัน 3 วัน หากถ่ายก่อน 7 โมงเช้าเป็นปกติได้แล้ว ก็ลดมาเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือ ตามที่เห็นสมควร

    3. ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบ ผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออกมา

    คราวนี้เรามาดูประโยชน์ของแมงลักกันบ้างค่ะ ว่าพืชพันธุ์ผลไม้ของไทย จะมีสรรพคุณดีๆอย่างไรกันบ้าง

    ใครที่ชอบทาน "แมงลัก"ทราบถึงประโยชน์หรือไม่ วันนี้มีเกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน...

    "แมงลัก" เป็นผักสวนครัว ที่มีหน้าตาคล้ายกับกะเพราและโหระพา เป็นผักที่รู้จักกันดี เนื่องจากนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารได้หลากหลาย เช่น เอาใบมาใส่ในแกงเลียง หรือกินสด ๆ คู่กับขนมจีนน้ำยา เป็นต้น

    ประโยชน์ของ ใบแมงลัก คือ ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในลำไส้ แก้วิงเวียน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ หรือจะนำใบแมงลักมาต้มกับน้ำ ดื่มเป็นประจำก็จะช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้หรือ โรคทางเดินอาหารได้ด้วย และใบแมงลักยังให้สารเบต้าแคโรทีนและแคลเซียม ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย

    ส่วนเม็ดแมงลักก็มีสรรพคุณ คือ มักจะถูกนำไปทำเป็นอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน เนื่องจากเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน และยังมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก แถมยังช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย

    วิธีรับประทานก็ให้นำเมล็ดแมงลักประมาณ 2 ช้อนชา ผสมน้ำร้อน 1 แก้ว หรือจะชงกับน้ำผึ้งหรือน้ำสมุนไพรต่าง ๆ ก็ได้

    ข้อควรระวัง จะต้องรอให้เม็ดแมงลักพองตัวเต็มที่เสียก่อนจึงค่อยกินไม่เช่นนั้น แทนที่จะช่วยระบาย ก็กลับจะทำให้ท้องผูกแทน

    รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมหันมาทานแมงลักกัน เพื่อสุขภาพที่ดี

    เครดิต: Lemonglass Closet และ ชีวอโรคยา